เมื่อยังหนุ่มสาว หลายคนแทบไม่เคยคิดเรื่องสุขภาพ คุณอาจเคยวิ่งได้ไกลโดยไม่เหนื่อย หรือยืนเดินทั้งวันโดยไม่รู้สึกล้า แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะหลังอายุ 50 ปี มวลกระดูกจะสลายเร็วกว่าการสร้างใหม่ ทำให้กระดูกค่อย ๆ อ่อนแอลง
อย่างไรก็ตาม ความแก่ไม่ได้แปลว่าคุณต้องยอมแพ้ต่ออาการปวดเมื่อยหรือความเสื่อมของร่างกาย ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจำนวนมากเห็นตรงกันว่า การปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันสามารถช่วยให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน และหลายอย่างก็ง่ายกว่าที่คิด
1. ขยับร่างกายทุกวัน
การเคลื่อนไหวร่างกายสำคัญกับทุกวัย แต่ยิ่งจำเป็นมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น เพราะช่วยรักษาความคล่องตัว ลดความเสี่ยงกระดูกพรุน และเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
คุณไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนัก การเดินหลังมื้ออาหาร การทำสควอต ลันจ์ หรือยกน้ำหนักเบา ๆ ก็เพียงพอแล้ว การฝึกแรงต้านช่วยชะลอการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อที่มาพร้อมวัย
หากการยกเวตไม่ใช่แนวของคุณ เลือกกิจกรรมที่สนุกและทำได้ต่อเนื่อง เช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ โยคะ หรือพิลาทิส สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะได้ผลดีที่สุดเมื่อคุณทำมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
2. ท้าทายสมองเสมอ
สมองก็เหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งใช้งานก็ยิ่งแข็งแรง การฝึกสมองทุกวันช่วยคงความเฉียบคมและอาจลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้
กิจกรรมง่าย ๆ เช่น ทำปริศนาอักษรไขว้ อ่านหนังสือ พยายามจำเนื้อเพลงเก่า หรือฝึกทักษะใหม่อย่างการเรียนภาษา เล่นดนตรี หรือเริ่มงานอดิเรกใหม่ ความแปลกใหม่เป็นตัวกระตุ้นสมองชั้นดี และยังช่วยสร้างความรู้สึกตื่นเต้นในชีวิตประจำวัน
3. รักษาความสัมพันธ์ทางสังคม
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอมีผลโดยตรงต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะในวัยสูงอายุที่มักเผชิญความโดดเดี่ยว
การพูดคุยกับเพื่อนบ้าน ทักทายพนักงานร้านค้า โทรหาลูกหลาน หรือพบปะเพื่อนฝูง ล้วนเป็นปฏิสัมพันธ์เชิงบวกที่ช่วยลดความเหงาและเสริมสร้างความสุข พยายามตั้งเป้าให้มีการสื่อสารทางสังคมอย่างน้อยวันละครั้ง
4. จัดการความเครียดอย่างจริงจัง
ความเครียดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และในระดับหนึ่งก็มีประโยชน์ แต่ความเครียดเรื้อรังสามารถส่งผลเสียต่อหัวใจ ภูมิคุ้มกัน และสุขภาพโดยรวม
การพักผ่อนให้เพียงพอ การทำสมาธิ การหายใจลึก ๆ หรือการทำกิจกรรมที่คุณรัก เช่น ทำสวน ฟังเพลง หรือเดินเล่น ล้วนช่วยลดระดับความเครียดได้ สิ่งสำคัญคือการจัดเวลาในแต่ละวันเพื่อรีเซ็ตร่างกายและจิตใจ
5. ไม่พลาดการตรวจสุขภาพ
การแก่ตัวเป็นสิทธิพิเศษของชีวิต แต่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันคือกุญแจสำคัญของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ
การตรวจตา แมมโมแกรม ตรวจต่อมลูกหมาก ส่องกล้องลำไส้ การฉีดวัคซีนตามวัย รวมถึงการติดตามระดับคอเลสเตอรอลและสุขภาพหัวใจ เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ
6. ออกไปรับแสงแดดอย่างพอดี
การได้รับแสงแดดวันละ 5 ถึง 30 นาทีในหลาย ๆ วันของสัปดาห์ช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินดี ซึ่งจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียมและสุขภาพกระดูก
แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำเพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง แต่การรับแสงแดดอย่างเหมาะสม โดยหลีกเลี่ยงการไหม้แดด ก็ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพกายและใจ
7. เลือกกินอาหารที่มีคุณค่า
เมื่ออายุมากขึ้น การเลือกรับประทานอาหารยิ่งสำคัญ ควรลดการบริโภคอาหารแปรรูปและหันมาเน้นผัก ผลไม้ อาหารที่มีไฟเบอร์สูง และไขมันดี
การเปลี่ยนพฤติกรรมการกินไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดในวันเดียว เริ่มจากปรับทีละอย่าง เช่น ลดเกลือและน้ำตาล เพิ่มผักในทุกมื้อ แล้วค่อย ๆ สร้างเป้าหมายระยะกลางเพื่อกำจัดอาหารที่เป็นโทษต่อสุขภาพ
การแก่ตัวอย่างมีคุณภาพ เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ทุกวัน
การดูแลสุขภาพในวัยหลัง 50 ปีไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่คือการสร้างนิสัยเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน การขยับร่างกาย ฝึกสมอง เชื่อมโยงกับผู้คน จัดการความเครียด ตรวจสุขภาพ รับแสงแดด และกินอาหารดี ล้วนเป็นเสาหลักของการมีชีวิตที่ยืนยาวและเปี่ยมพลัง
อายุอาจเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพชีวิตยังอยู่ในมือของคุณเสมอ
อ้างอิง huffpost








