ทุกเดือนกุมภาพันธ์ บรรยากาศของวันวาเลนไทน์ (Valentine’s Day) ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวัน สีแดง ชมพู และขาวปรากฏอยู่ตามร้านค้า ดอกไม้ ช็อกโกแลต และรูปหัวใจกลายเป็นภาพคุ้นตา ราวกับทั้งเมืองกำลังพูดภาษาเดียวกัน คือภาษาของความรัก
แต่เบื้องหลังสัญลักษณ์หวานๆ ที่เราเห็นจนชินตา แต่ละอย่างมีประวัติและความหมายที่ยาวนานกว่าที่คิด วันวาเลนไทน์ไม่ใช่แค่เทศกาลแห่งการให้ของขวัญ หากเป็นการสืบทอดเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับความรักของมนุษย์
กุหลาบแดง ดอกไม้ของความหลงใหล
กุหลาบแดงคือสัญลักษณ์ที่แทบแยกไม่ออกจากวันวาเลนไทน์ ดอกไม้ชนิดนี้สื่อถึงความรัก ความปรารถนา และความโรแมนติก ตามตำนานโรมัน กุหลาบแดงเป็นดอกไม้โปรดของเทพีวีนัส เทพีแห่งความรัก
ตั้งแต่นั้นมา การมอบกุหลาบแดงจึงกลายเป็นวิธีสารภาพรักที่เข้าใจได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด เพียงช่อดอกไม้ก็สามารถสื่อความรู้สึกที่ซับซ้อนของหัวใจมนุษย์ได้

หัวใจถูกศร ความเปราะบางของการรัก
สัญลักษณ์รูปหัวใจที่มีลูกศรปักอยู่ตรงกลางสะท้อนอีกด้านหนึ่งของความรัก คือความเสี่ยง การเปิดใจรักใครสักคนหมายถึงการยอมรับความเปราะบาง และความเป็นไปได้ที่จะถูกปฏิเสธ
ภาพหัวใจถูกศรจึงเป็นเครื่องเตือนว่า ความรักไม่ใช่แค่ความหวาน แต่ยังมีความกล้าหาญซ่อนอยู่ในนั้น
คิวปิด เทพเจ้าแห่งแรงดึงดูด
เด็กน้อยมีปีกถือคันธนูที่เราคุ้นเคยกันในชื่อคิวปิด (Cupid) มีรากมาจากเทพปกรณัมกรีก เดิมคืออีรอส บุตรของอโฟรไดที เทพีแห่งความรัก คิวปิดมีหน้าที่ยิงศรใส่มนุษย์เพื่อควบคุมอารมณ์
ตำนานเล่าว่าเขามีลูกศรสองแบบ แบบหนึ่งทำให้คนตกหลุมรัก และอีกแบบทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้าน ความรักจึงถูกมองว่าเป็นพลังที่ทั้งสวยงามและคาดเดาไม่ได้
ปมรัก สัญลักษณ์ของความผูกพัน
ปมรักหรือ love knot เป็นสัญลักษณ์ของความรักที่เป็นนิรันดร์ เส้นที่พันกันอย่างไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดเปรียบเสมือนความสัมพันธ์ที่ยืนยาว
ในหลายวัฒนธรรม การผูกปมยังเกี่ยวข้องกับพิธีแต่งงาน สื่อถึงการรวมเป็นหนึ่งของคนสองคนและครอบครัวของพวกเขา
ตัวอักษร X รอยจูบแห่งความจริงใจ
ในยุคกลาง ผู้ที่ไม่สามารถเขียนชื่อได้มักใช้ตัวอักษร X แทนลายเซ็น จากนั้นจะจุมพิตลงบนเครื่องหมายเพื่อแสดงความจริงใจ ความซื่อสัตย์ และความรัก
ธรรมเนียมนี้ทำให้ตัว X ค่อยๆ เชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ของการจูบ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการสื่อสารความรัก
ลูกกวาดรูปหัวใจ จากยาแก้เจ็บคอสู่ข้อความรัก
ลูกกวาดรูปหัวใจที่มีข้อความน่ารักเริ่มต้นจากยาอมแก้เจ็บคอในศตวรรษที่ 19 เมื่อเภสัชกรชาวบอสตันนำแนวคิดนี้มาพัฒนาเป็นขนม พร้อมใส่ข้อความหวานๆ ลงไป
ขนมชิ้นเล็กจึงกลายเป็นสื่อกลางของการบอกรักแบบขี้เล่น และยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อสัญลักษณ์กลายเป็นภาษาของความรัก
สัญลักษณ์วันวาเลนไทน์ทั้งหมดนี้ทำหน้าที่เหมือนภาษาสากลของความรู้สึก มนุษย์ใช้ภาพ ดอกไม้ และวัตถุเล็กๆ เพื่อสื่อสารสิ่งที่บางครั้งยากจะอธิบายด้วยคำพูด
บางทีเสน่ห์ของวันวาเลนไทน์อาจไม่ได้อยู่ที่ของขวัญราคาแพง แต่อยู่ที่การสืบทอดเรื่องเล่าและสัญลักษณ์ที่ช่วยให้เรากล้าพูดถึงความรักอย่างเปิดเผย และเตือนว่าความรู้สึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์มนุษย์มาตลอดประวัติศาสตร์








