ทำไมบางเดือนค่าไฟถึงพุ่ง ทั้ง ๆ ที่เราก็เปิดแอร์เท่าเดิม? หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะเปิดแอร์นานเกินไปรึเปล่า แต่ความจริงแล้วระยะเวลาที่เปิดแอร์ไม่ใช่ปัจจัยเดียวนะ พฤติกรรมการใช้งานและการดูแลแอร์ก็มีส่วนเช่นกัน ลองเช็ก 6 พฤติกรรมที่ทำให้ค่าไฟพุ่งแบบไม่รู้ตัวกัน

6 พฤติกรรมที่ทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว

1. ตั้งอุณหภูมิต่ำไว้ก่อน เพราะคิดว่าจะทำให้ห้องเย็นเร็วขึ้น

ถ้าอยากให้ห้องเย็นเร็ว ๆ หลายคนมักตั้งแอร์ไว้ที่ 18°C เพราะคิดว่ายิ่งตั้งอุณหภูมิต่ำ แอร์ก็จะยิ่งทำความเย็นเร็วขึ้น แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น แอร์ไม่ได้ทำงานเหมือนการเร่งความเร็วรถ การลดอุณหภูมิจาก 25°C ลงไปเป็น 18°C ไม่ได้ทำให้แอร์เป่าลมเย็นแรงขึ้นทันที แต่จะทำให้เครื่องต้องทำงานต่อเนื่องเพื่อพยายามลดอุณหภูมิในห้องลงไปถึงระดับที่ตั้งไว้

ดังนั้นการตั้งอุณหภูมิต่ำกว่าที่จำเป็นมาก ๆ จะทำให้แอร์ทำงานนานและหนักขึ้น โดยไม่ได้ทำให้ห้องเย็นเร็วขึ้นอย่างที่คิด ให้เราลองตั้งอุณหภูมิให้เหมาะกับการใช้งาน แทนการตั้งให้ต่ำที่สุด นอกจากจะสบายกว่าแล้ว ยังช่วยลดการทำงานที่ไม่จำเป็นของแอร์ได้ด้วย

2. เปิดประตูห้องบ่อย ๆ ทั้งที่แอร์กำลังทำงาน

ลองนึกภาพว่าแอร์กำลังพยายามทำให้ห้องเย็น แต่ทุกครั้งที่เปิดประตู อากาศร้อนและความชื้นจากข้างนอกก็เข้ามาแทนที่ แอร์จึงต้องทำงานเพื่อดึงความร้อนส่วนที่เข้ามาใหม่ออกไปอีกครั้ง ยิ่งเป็นห้องที่เปิดประตูเข้าออกบ่อย เช่น ห้องนั่งเล่นหรือร้านค้า ภาระของแอร์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นโดยที่เราอาจไม่ทันสังเกต

เพราะแอร์ไม่ได้แค่ทำให้ห้องเย็น แต่ต้องคอย “สู้กับความร้อน” ที่เข้ามาใหม่ด้วย เพราะฉะนั้น ปิดประตูและหน้าต่างให้สนิทขณะเปิดแอร์ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดภาระของเครื่องได้ทันที

3. เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายอย่างพร้อมกัน

รู้ไหมว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดกำลังเพิ่มความร้อนให้ห้องอยู่ตลอดเวลา? คอมพิวเตอร์ ทีวี เครื่องครัว หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ล้วนมีความร้อนเกิดขึ้นระหว่างการทำงาน โดยเฉพาะห้องที่มีคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง หรือคนที่ทำงานจากบ้านทั้งวัน ความร้อนจากอุปกรณ์เหล่านี้จะกลายเป็นอีกหนึ่งภาระที่แอร์ต้องจัดการ พูดง่าย ๆ ก็คือ แอร์กำลังทำให้ห้องเย็น ในขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังทำให้ห้องร้อนขึ้น ถ้าไม่ได้ใช้อุปกรณ์ไหน การปิดเครื่องก็ช่วยลดทั้งความร้อนในห้องและการใช้ไฟที่ไม่จำเป็นได้

4. ปล่อยให้แผ่นกรองอากาศเต็มไปด้วยฝุ่น

นี่เป็นเรื่องเล็กที่หลายคนมองข้าม เพราะแผ่นกรองอากาศอยู่ด้านใน เราจึงไม่เห็นว่ามีสิ่งสกปรกเกาะอยู่มากน้อยแค่ไหน หน้าที่ของแผ่นกรองคือดักจับฝุ่นก่อนที่อากาศจะไหลผ่านเข้าไปในระบบ เมื่อฝุ่นสะสมมากขึ้น ช่องทางที่อากาศต้องไหลผ่านก็ถูกปิดกั้นมากขึ้น ผลลัพธ์คืออากาศหมุนเวียนได้ไม่ดีเหมือนเดิม และทำให้แอร์ต้องทำงานนานขึ้นเพื่อให้ได้ความเย็นเท่าเดิม

วิธีแก้ข้อนี้ไม่ยากเลย เพราะแผ่นกรองอากาศเป็นส่วนที่เราถอดออกมาล้างเองได้ และเราควรตรวจสอบและทำความสะอาดเป็นประจำ โดยเฉพาะบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง มีฝุ่นมาก หรือเปิดแอร์ทุกวัน

5. ล้างฟิลเตอร์แล้ว แต่คิดว่าแอร์สะอาดทั้งเครื่อง

ล้างฟิลเตอร์ ≠ ล้างแอร์

หลายคนดูแลแอร์ด้วยการถอดแผ่นกรองมาล้างเป็นประจำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่แผ่นกรองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบเท่านั้น ภายในแอร์ยังมีแผงคอยล์เย็น ใบพัดลมโบลเวอร์ ถาดรองน้ำทิ้ง และท่อน้ำทิ้ง ซึ่งสามารถสะสมฝุ่นและสิ่งสกปรกได้เช่นกัน

ดังนั้น ต่อให้ฟิลเตอร์สะอาด แต่ถ้าภายในเครื่องไม่ได้รับการทำความสะอาดมานาน ก็ไม่ได้หมายความว่าแอร์ทั้งเครื่องสะอาด นี่คือเหตุผลว่าทำไมการล้างแอร์แบบเต็มระบบจึงแตกต่างจากการล้างแผ่นกรองที่ทำเองได้

6. รอให้แอร์ “เสีย” ก่อน ถึงค่อยเรียกช่าง

จริง ๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องรอให้แอร์เสียก่อนถึงจะดูแล เพราะแอร์มักมีสัญญาณบางอย่างให้เราสังเกตได้ก่อน เช่น

  • ห้องเย็นช้ากว่าเดิม
  • ลมออกเบาลง
  • มีน้ำหยดจากตัวเครื่อง
  • มีกลิ่นอับ
  • มีเสียงผิดปกติ
  • ฝุ่นกลับมาเกาะแผ่นกรองเร็วมาก
  • ไม่ได้ล้างแอร์แบบเต็มระบบมานาน

อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าแอร์เสียแน่นอน แต่เป็นสัญญาณว่า อาจถึงเวลาตรวจสอบและทำความสะอาดแล้วเพราะการบำรุงรักษาแอร์ไม่ควรเป็นเรื่องที่ทำเฉพาะตอนเกิดปัญหา แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลเครื่องให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

แล้วการล้างแอร์ช่วยประหยัดไฟจริงไหม?

การล้างแอร์เป็นการดูแลให้แอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่ควรมองว่าการล้างแอร์เป็นวิธีลดค่าไฟแบบอัตโนมัติทุกกรณี ค่าไฟของแอร์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อุณหภูมิที่ตั้ง ระยะเวลาการใช้งาน อุณหภูมิภายนอก ขนาดห้อง และประสิทธิภาพของเครื่อง

สิ่งที่การล้างแอร์ทำได้คือ กำจัดสิ่งสกปรกที่อาจขัดขวางการทำงานของระบบ ทำให้เครื่องมีสภาพพร้อมทำงานมากขึ้น จึงควรมองการล้างแอร์เป็นส่วนหนึ่งของการบำรุงรักษา มากกว่าการรอให้ค่าไฟสูงแล้วค่อยล้าง

ควรล้างแอร์ทุกกี่เดือน?

โดยทั่วไปเราสามารถวางแผนล้างแอร์ทุก 6 เดือน แต่ระยะเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและการใช้งานด้วย บ้านที่มีสัตว์เลี้ยง มีฝุ่นมาก อยู่ติดถนน หรือเปิดแอร์แทบทุกวัน อาจจะต้องล้างบ่อยขึ้น ส่วนแผ่นกรองอากาศควรถอดออกมาตรวจสอบ และทำความสะอาดเป็นประจำ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงรอบล้างใหญ่

ถึงเวลาล้างแอร์ แต่ไม่อยากหาช่างเอง?

ถ้าถึงเวลาต้องล้างแอร์บ้านแต่ไม่รู้จะเริ่มหาช่างที่ไว้ใจได้จากที่ไหน สามารถโพสต์งานบนแอป gigit ได้เลย! เพียงระบุรายละเอียดงาน สถานที่ และงบประมาณที่ต้องการ แล้วรอรับข้อเสนอจากช่างแอร์ในพื้นที่ของคุณจากนั้นก็เปรียบเทียบราคา และเลือกช่างล้างแอร์ที่เหมาะกับคุณได้เลยในแอปเดียว 

ไม่ต้องรอให้แอร์ไม่เย็น ไม่ต้องรอให้มีกลิ่นอับถึงค่อยหาช่าง ถ้าถึงรอบล้างแอร์แล้วก็แค่โพสต์หาช่างบน gigit ได้เลย!