“พ่อซื้อจักรเย็บผ้าให้ตั้งแต่ 9 ขวบ เป็นจักรหลังแรก และเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง”

คำบอกเล่าสั้นๆ เผยดีเอ็นเอความหลงใหล และทักษะ ตั้งแต่วัยเด็ก ของอาจารย์พิมพ์พา คำพับ ได้เป็นอย่างดี สะท้อนภาพเด็กหญิงผู้มีเซนส์ด้านแฟชั่น สนุกกับการมิกซ์แอนด์แมตซ์เสื้อผ้า   มีจินตนาการสูง ไม่เพียงแค่คิด แต่ยังขับเคลื่อนไอเดีย ให้กลายเป็นผลงานที่จับต้องได้จริง

จากช่างเย็บผ้าวัยเยาว์ ชอบซ่อมแซมเสื้อผ้าให้คนที่บ้าน รับงานของเพื่อนมาเย็บ ผ่านกาลเวลากว่า 40 ปี กลายเป็น อาจารย์พิมพ์พา ดีไซเนอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดเย็บชั้นสูงด้วยเทคนิคMoulage (การขึ้นรูปผ้าบนหุ่นแบบสามมิติโดยไม่ต้องตัดเย็บก่อน) ผู้ปลุกปั้นแบรนด์ “Pimpaparis” ที่พาผ้าไทยไปเฉิดฉายบนรันเวย์ระดับโลกหลายเวที ผสมผสานความประณีตแบบไทยและความร่วมสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ไม่มีความสำเร็จใดเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

ในฐานะเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง ทางเลือกในชีวิตมักมีกรอบจำกัด ถ้าเรียนตัดเย็บ คนรอบข้างจะมองว่าเป็นได้แค่ “ช่าง” เพราะความคาดหวังสูงสุดของคนรุ่นก่อนคืออยากให้ลูกหลานรับราชการ  การชอบแต่งตัว ถูกตีตราไปในทางลบจากมุมมองสังคมรอบข้างอยู่เสมอ ตอนนั้นอาจารย์จึงเลือกประนีประนอมระหว่าง “เสียงหัวใจที่อยากทำตามความฝัน “และ “กรอบความคาดหวังของครอบครัว” ตัดสินใจเรียนด้านการตลาด

แต่พอเรียนจบปริญญาตรี ความต้องการที่จะ “ปลดล็อกตัวเอง” และ “โหยหาอิสรภาพ”  ทำให้ตัดสินใจหอบความฝัน กับเงินเก็บที่ได้จากการทำงานเซลล์ระหว่างเรียน มุ่งหน้าสู่ “ฝรั่งเศส” ไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ด้วยตัวคนเดียว

3 ปีเต็มกับความทุ่มเทในต่างแดน

สิ่งที่ทำทันที เมื่อไปถึงปารีส  คือการพุ่งชนความรู้ใหม่ ทั้งเรียนภาษาฝรั่งเศส, Drawing, Street Fashion, แฟชั่นขั้นต้น, คอร์ส Specialist, งานปักชั้นสูง ไปจนถึง เรียนรู้เกี่ยวกับมูฟเมนต์ของผ้า

ทุ่มเทกับสิ่งเหล่านี้อยู่ 3 ปี จึงตัดสินใจยื่นพอร์ตไปที่ Haute Couture (โอร์กูตู)  สถาบันออกแบบระดับโลกในฝรั่งเศส  วันสอบสัมภาษณ์ถูกถามว่า “เรียนจบแล้ว วางแผนกับชีวิตไว้อย่างไร ?”

ฉันตอบออกไปว่า

“ฉันอยากเห็นประเทศไทยพัฒนาแฟชั่นได้เทียบเท่าฝรั่งเศส อยากนำความรู้ทั้งหมดนี้กลับไปพัฒนาบ้านเกิด อยากให้ไทยมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคเนื้อผ้า และก้าวขึ้นเป็นเมืองแฟชั่นระดับโลกเหมือนอย่างที่นี่”

และจนถึงวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไป อาจารย์ยังคงใช้ทุกความสามารถ ผลักดันความฝันให้ประเทศไทยก้าวไปให้ถึงจุดนั้น

เส้นทางใหม่ในฐานะ “อาจารย์”

หลังจากใช้ชีวิตและทำงานสั่งสมประสบการณ์ในแวดวงแฟชั่นที่ประเทศฝรั่งเศสนานถึง 16 ปีเต็ม ก็ตัดสินใจกลับไทย ตอนนั้นไม่รู้จักใครในวงการแฟชั่นไทยเลย จึงเริ่มต้นทำงานกับห้องเสื้อแห่งหนึ่ง จังหวะชีวิตพาไปพบรุ่นน้องสมัยเรียนที่ไทย ชักชวนให้ไปรู้จักกับกลุ่มอาจารย์ที่ จุฬาฯ  หลังการพูดคุยและผ่านการทดสอบผลงาน ด้วยฝีมือที่โดดเด่น หาคนเปรียบยาก จากการสั่งสมประสบการณ์จริงทั้งการเรียนและทำงาน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตไปสู่อีกบทบาทที่ทุกคนเรียกว่า “อาจารย์”

โอกาสแรกที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เส้นทางสายวิชาการก็เปิดกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว ขยายไปสู่การเป็นอาจารย์พิเศษที่ สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อยอดไปยัง มหาวิทยาลัยศิลปากร ส่งต่อแรงบันดาลใจและวิชาความรู้ จนมีลูกศิษย์  และเริ่มรู้จักคนในแวดวงงานคราฟต์และออกแบบเสื้อผ้าแฮนด์เมด

จากผู้เรียนรู้ สู่ผู้ขับเคลื่อนผ้าไทย

จากจุดนั้น ได้ก้าวมาเป็นปรึกษาภาครัฐ ร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไหมไทย เริ่มต้นจาก กระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายให้ลงพื้นที่พัฒนาผ้าไหมที่ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา แม้ในตอนนั้นจะยังไม่มีความรู้เรื่องผ้าพื้นถิ่น แต่ด้วยความสนใจที่มีมานาน จึงเกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้สองทาง  ชาวบ้านช่วยถ่ายทอดภูมิปัญญาการทอผ้า การย้อมสี และการขึ้นรูปผ้าพื้นถิ่น  อาจารย์ก็นำเทคนิคและองค์ความรู้ด้านผ้าที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน

ได้กลุ่มหม่อนไหม และเครือข่ายคลัสเตอร์ผ้าจากภูมิภาคต่างๆ อาทิ สกลนคร สุรินทร์ บุรีรัมย์ และขอนแก่น ช่วยเป็นกระบอกเสียง เปิดโอกาสให้ไปถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรมเรื่องผ้าทั่วประเทศ ต่อยอดทำงานพัฒนาชุมชนร่วมกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ดึงดูดความสนใจจาก ภาคเอกชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไทยร่วมกันในเวลาต่อมา

กำเนิด “Pimpaparis” ผืนผ้าชาติพันธุ์ บนรันเวย์แฟชั่นระดับโลก

“อยากให้ไปทำแฟชั่นโชว์ที่ลอนดอน”

โทรศัพท์สายเดียวจากกลุ่มพัฒนาสังคม จังหวัดเชียงราย ในวันนั้น เปลี่ยนเส้นทางชีวิตและผืนผ้าไทยไปตลอดกาล เมื่อต้องเนรมิตแฟชั่นโชว์ นำ “ผ้าชาติพันธุ์” อันทรงคุณค่ามาผสานเข้ากับความร่วมสมัย ภายใต้เวลาจำกัดเพียง 2 สัปดาห์ แม้จะเป็นโจทย์ที่ท้าทายและกดดัน ทว่าประกายแห่งโอกาสกลับเด่นชัด คอลเลกชั่นแรกจำนวน 6 ชุด จึงถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีต ทุกรอยเย็บและลวดลายไม่ใช่เป็นเพียงแฟชั่น แต่คือเรื่องราวของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญา ที่ถูกปะติดปะต่อเข้ากับแพทเทิร์นสากล กลายเป็นอัตลักษณ์แรกของแบรนด์ Pimpaparis ที่วงการแฟชั่นโลกจดจำ ความสำเร็จคราวนั้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดออกสู่จักรวาลแห่งแฟชั่นระดับโลก ในปีถัดๆมา  ทั้งที่ปารีส  ลักแซมเบิร์ก  นิวยอร์ก และลอนดอน

3 ปี กับแบรนด์”Pimpaparis” มีความโดดเด่นในการผสานคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมเข้ากับดีไซน์ที่ตอบโจทย์ตลาดปัจจุบัน และราคาจับต้องได้ มีแนวคิดโตไปด้วยกัน ทำงานอย่างใกล้ชิดและผูกพันกับชุมชน เกิดเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และซึมซับเทคนิคงานฝีมือระหว่างกัน

เส้นทางและอนาคตของแฟชั่น “ผ้าไทย” ในเวทีสากล

นับตั้งแต่วันแรกที่กลับมาเมืองไทย จนถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่าวงการแฟชั่นไทยพัฒนาไปไกลมาก แต่เราก็ยังคงต้องเรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และเทคนิคใหม่ๆ อยู่เสมอ  ส่วนตัวอาจารย์จะเดินทางไปอัปเดตเทรนด์โลกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และกันยายน เพื่อตามให้ทันการเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของสีสัน โครงสร้างชุด (Form) และนวัตกรรมวัสดุ (Innovation)

ในฐานะดีไซเนอร์ไทย โจทย์สำคัญคือเราจะนำ “ผ้าไทย” ซึ่งเป็นงานคราฟท์แท้ 100% และผ้าไหมอันทรงคุณค่า มาปรับให้อยู่ในรูปแบบที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้อย่างไร  เช่น ทำอย่างไรให้ใส่เข้าเครื่องซักผ้าแล้วไม่ยับ สวมใส่สบาย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองหาความคล่องตัว หรือการปรับดีไซน์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนสูงวัยที่เปลี่ยนแปลงไป

แม้ผ้าไทยจะโดดเด่นด้วยเนื้อผ้าที่สวยงาม สีสันสดใส และลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เรายังคงมีความท้าทายในเรื่องของการ “แปรรูป” และการเชื่อมโยงเนื้อผ้ากับวัตถุดิบใหม่ๆ ให้ทันกับเทรนด์โลก ประกอบกับรูปทรงและเทคนิคการตัดเย็บที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทำให้โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ผ้าแต่ละชิ้นแปลงโฉมเป็นชุดที่สวมใส่ได้หลากหลายรูปแบบ

ปัจจุบัน ตลาดแฟชั่นเต็มไปด้วยไอเดียสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาช่วยสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration) ได้อย่างรวดเร็ว แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการเปลี่ยนภาพในจินตนาการให้ออกมาเป็น “รูปธรรม” ซึ่งต้องพึ่งพา “ทักษะและเทคนิคเชิงช่าง” และนี่คือสิ่งที่ตลาดมีความต้องการสูงสุดในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม แฟชั่นไทยในปัจจุบันมีจุดแข็งสำคัญคือ “สไตล์ที่เน้นความสบาย” ซึ่งกำลังกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดความสนใจจากคนทั่วโลก วันนี้ผ้าไทยก้าวมาถึงจุดที่สวมใส่ง่ายและมีหลากหลายรูปแบบแล้ว ผู้ที่อยู่ในแวดวงนี้สามารถมีรายได้เทียบเท่ากับชาวต่างชาติได้ หากมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ประกอบกับช่างทอผ้าก็มีการปรับตัวเก่งขึ้น รังสรรค์ลวดลายเป็นเอกลักษณ์ และสามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน

เริ่มต้นจากความฝันที่จะมีร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ได้ทำสิ่งที่รักใกล้บ้าน แต่วันนี้ อาจารย์พิมพ์พา  เดินทางมาไกลเกินฝัน ทั้งได้ไปปารีส ออกเดินทางรอบโลก และเรียนรู้ผู้คนมากมาย ภายใต้คติการทำงานที่เชื่อว่า “คิดแล้วทำเลย ละเอียด ยืดหยุ่น และทดลองจนกว่าจะเจอสิ่งที่ใช่” วันนี้เป้าหมายต่อไปคือการพาแบรนด์ พาผ้าอัตลักษณ์ไทยก้าวไปให้ไกลกว่าเดิม สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

สามารถติดตามผลงานหรือพูดคุยแลกเปลี่ยนกับอาจารย์พิมพ์พา คำพับ ได้ที่
Facebook : Pimpa Kampab
Ig : pimpaparis