มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ผนึกผู้นำภาครัฐ เอกชน วิชาการ และประชาสังคม ดัน “ทุนธรรมชาติ” สู่ฐานเศรษฐกิจใหม่ เชื่อมนโยบาย ธุรกิจ การเงิน และชุมชน เปลี่ยน Nature Positive จากแนวคิดสู่การลงมือทำ
เมื่อธรรมชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของการอนุรักษ์ แต่เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงทางธุรกิจและทุนที่กำหนดอนาคตของประเทศ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงจัดงาน MFLF Sustainability Forum 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเป็นเวทีกลางเชื่อมองค์ความรู้ นโยบาย เงินทุน และประสบการณ์จากการลงมือทำจริง พร้อมผนึกกำลังผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชนกว่า 500 คน จากเกือบ 100 หน่วยงาน ร่วมผลักดัน “Nature-based Economy” หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานธรรมชาติ ให้เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ระดับนโยบาย งบการเงินและแผนการลงทุนของภาคธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร
MFLF Sustainability Forum 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่” โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และผู้แทนจากทุกภาคส่วน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569

ท่านผู้หญิงบุตรีกล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง กำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากการพัฒนา แต่เป็นรากฐานของชีวิตและระบบเศรษฐกิจทั้งหมด
“การเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นความปกติใหม่ ไม่ใช่ภาระของการพัฒนา แต่คือการออกแบบอนาคตให้ธรรมชาติทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่อย่างมั่นคง”

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม 3 ด้านที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยจึงต้องขยับจากการลดผลกระทบไปสู่ Nature Positive ซึ่งมุ่งหยุดยั้งการสูญเสียธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาดีขึ้นอย่างแท้จริง
รัฐบาลกำลังเร่งสร้างโครงสร้างเชิงนโยบายและกฎหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยอยู่ระหว่างผลักดันร่างพระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ จำนวน 8 หมวด 63 มาตรา พร้อมแนวทางจัดตั้งกองทุนพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบกำกับดูแลการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ รวมถึงการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
ขณะเดียวกัน แนวคิด Nature Positive กำลังถูกบูรณาการเข้าสู่ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571 ถึง 2575 ผ่านเครื่องมือสำคัญ ได้แก่ Nature-based Solutions การขึ้นทะเบียนพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง หรือ OECMs การจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติ หรือ Natural Capital Accounting การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพผ่าน Bioeconomy ตลอดจนกลไก Green Loan และ Biodiversity Credit เพื่อดึงเงินทุนภาคเอกชนเข้าสู่การอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ
ประเทศไทยยังตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่คุ้มครองทางบกและทะเล รวมถึงพื้นที่ OECMs ให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่ประเทศภายในปี 2030 โดยปัจจุบันมีพื้นที่ OECMs ที่ได้รับการรับรองแล้ว 22 แห่ง รวมประมาณ 161.74 ตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่ศักยภาพอีก 4 แห่ง รวมประมาณ 856.69 ตารางกิโลเมตร

นอกจากนี้ ภาครัฐได้นำกลไกทางการเงินมาเชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืนของประเทศผ่าน Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond โดยกำหนดตัวชี้วัดทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2035 หรือลดลงร้อยละ 47 จากปี 2019 และการเพิ่มพื้นที่คุ้มครองให้บรรลุเป้าหมายร้อยละ 30 ภายในปี 2030
ดร.รวีวรรณเน้นย้ำว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะต้นทุน แต่สามารถนำไปสู่การวิจัย นวัตกรรม การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และ New S Curve ใหม่ของประเทศได้ หากประเทศไทยมีกฎหมาย ระบบข้อมูล และกลไกแบ่งปันผลประโยชน์ที่ชัดเจน
“Nature Positive ไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นทั้งความมั่นคงของประเทศและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่”
เวที Nature Positive Business: กลยุทธ์ธุรกิจในยุคที่ธรรมชาติเป็นหุ้นส่วน สะท้อนว่า ธรรมชาติเป็นทั้งทรัพยากรที่ธุรกิจพึ่งพา ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร และโอกาสในการสร้างคุณค่าใหม่ ธุรกิจจึงต้องนำธรรมชาติเข้าไปอยู่ในการออกแบบเมือง การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่ดำเนินการในฐานะกิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจหลัก

คุณปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด กล่าวว่า เมืองมีผลกระทบต่อการปล่อยคาร์บอนสูงถึงร้อยละ 60 การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงต้องมองไกลกว่าผลตอบแทนทางการเงิน โดยนำธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมือง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียว พันธุ์พืช นก หรือระบบนิเวศที่เคยถูกตัดออกไปจากการออกแบบเพื่อให้ดูแลรักษาง่าย
“เราต้องใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ให้สูงขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลง มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และทำให้ธรรมชาติดีขึ้น นั่นคือหัวใจของ Value Creation”
คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้องมองทั้งการ “ปลูกคน ปลูกป่า และปลูกเมือง” เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่ย่อมส่งผลต่อเส้นทางน้ำ ระบบนิเวศ และชุมชนโดยรอบ หากนิคมเข้าไปขวางทางน้ำ ชาวบ้านปลายน้ำย่อมได้รับผลกระทบทันที และท้ายที่สุดผลกระทบนั้นจะย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงของธุรกิจเอง การออกแบบพื้นที่จึงต้องเริ่มจากความเข้าใจธรรมชาติและชุมชน พร้อมมองการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทน ไม่ใช่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
“ESG ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือ Investment เมื่อลงทุนแล้วต้องได้ผลตอบแทนกลับมา กรีนต้องกินได้ เพราะกรีนแล้วกินไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้ และถ้าเราเริ่มก่อน เราจะเป็นผู้นำและเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์”
คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า แม้ทรัพยากรธรรมชาติจะไม่ได้ปรากฏอยู่ในงบดุล แต่เป็นรากฐานของธุรกิจเครื่องดื่ม ตั้งแต่น้ำ น้ำตาล พลังงาน ไปจนถึงวัตถุดิบที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ การบริหารจัดการจึงต้องมองออกไปไกลกว่าโรงงาน ครอบคลุมชุมชน คู่ค้า และระบบลุ่มน้ำเดียวกัน เพราะเมื่อชุมชนได้รับผลกระทบ ธุรกิจและกำลังซื้อก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย
“เราจะดูแลแค่สินค้าของเราไม่ได้ และเรื่องนี้ไม่ได้จบอยู่เพียงในโรงงาน ธุรกิจต้องช่วยให้ระบบนิเวศรอบตัว คู่ค้า และชุมชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วย”
เวที Nature Positive Society: จากภูเขา ผ่านแม่น้ำ ถึงทะเล เข้าใจเพื่อเปลี่ยนแปลง ชี้ให้เห็นว่า ระบบนิเวศไม่มีเส้นแบ่ง ความเปลี่ยนแปลงบนภูเขาส่งผลต่อแม่น้ำ และไหลต่อไปถึงพื้นที่ชายฝั่ง ทะเล ความมั่นคงทางอาหาร และรายได้ของชุมชน การจัดการจึงต้องมองทั้งระบบนิเวศ ควบคู่กับการใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และกลไกที่ทำให้ชุมชนสามารถดูแลทรัพยากรได้อย่างต่อเนื่อง

รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า แม่น้ำหลายสายกำลังเผชิญทั้งการปนเปื้อน การทับถมของตะกอน และการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ เมื่อก้อนหินและฐานของแพลงก์ตอนในท้องน้ำหายไป แมลงน้ำและปลาขนาดเล็กก็หายตาม จนแม่น้ำบางช่วงกลายเป็น “แม่น้ำทราย” ที่แทบไม่เหลือชีวิต
แม่น้ำยมเพียงสายเดียวสามารถผลิตปลาได้มากกว่า 4 ล้านกิโลกรัมต่อปี สะท้อนทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารที่แม่น้ำมอบให้ แต่ปัจจุบันประมาณร้อยละ 85 ของปลาน้ำจืดที่บริโภคเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปลาพื้นถิ่นและความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว
“หากเราฟังเสียงปลา เราจะได้ยินเสียงของแม่น้ำ เพราะเมื่อปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำหายไป นั่นหมายถึงแม่น้ำกำลังสูญเสียความสามารถในการหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน”
คุณบรรจง นฤพรเมธี ประธานวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลากระชังบ้านพรุจูด จังหวัดตรัง กล่าวว่า การปลูกป่าชายเลนหรือหญ้าทะเลอาจแก้ปัญหาได้เพียงระยะสั้น หากขาดกลไกที่ทำให้ชุมชนดูแลต่อได้ในระยะยาว การฟื้นฟูจึงต้องสร้างทั้งความเข้าใจ กติกาชุมชน อาชีพ และรายได้ เช่น การท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่มีกำลังดูแลทรัพยากรอย่างต่อเนื่องแม้การสนับสนุนจากภายนอกสิ้นสุดลง
“เราไม่ได้เพียงปลูกหญ้าทะเล แต่ต้องปลูกหญ้าทะเลในใจคน และใช้ข้อมูลกับวิทยาศาสตร์เป็นเข็มทิศ เพื่อให้ชุมชนรู้ว่าควรฟื้นฟูอย่างไร โดยไม่เข้าไปแทรกแซงระบบนิเวศมากเกินไป”
คุณธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า แม้โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จะสามารถฟื้นฟูป่าและทำให้รายได้ของคนในพื้นที่เพิ่มขึ้นประมาณ 30 เท่าจากช่วงเริ่มต้น แต่ความท้าทายในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากความยากจนและป่าเสื่อมโทรม ไปสู่ความผันผวนของภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นพายุฤดูร้อน ลูกเห็บตก หรือปัญหาดินถล่มที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ข้อมูลจากพื้นที่พบว่า เมื่อพายุฤดูร้อนพัดผ่าน ป่าที่มีต้นสนเพียงชนิดเดียวได้รับความเสียหายจนยอดไม้หายไปถึงร้อยละ 80 ขณะที่ป่าบริเวณเดียวกันซึ่งมีพืชพรรณหลากหลายได้รับความเสียหายเพียงร้อยละ 2 แสดงให้เห็นว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงคุณค่าด้านการอนุรักษ์ แต่เป็นภูมิคุ้มกันที่ช่วยให้ระบบนิเวศรับมือกับภัยพิบัติได้
“ธรรมชาติไม่ได้แยกออกเป็นส่วน ๆ การเปลี่ยนแปลงเพียงจุดเดียวสามารถสะเทือนไปถึงทั้งระบบ การดูแลคน ป่า น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพจึงต้องเกิดขึ้นพร้อมกันแบบบูรณาการ ภายใต้ขอบเขตพื้นที่ระบบนิเวศที่ธรรมชาติจัดสรรให้แก่เรา”
เวที Nature Positive Finance: ทุนธรรมชาติ รากฐานใหม่ของการเงินเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน สะท้อนว่า เงินที่ไหลไปสู่กิจกรรมซึ่งสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติยังมีมากกว่าเงินที่ใช้ฟื้นฟูธรรมชาติในสัดส่วนประมาณ 30 ต่อ 1 หรือประมาณ 260 ล้านล้านบาทต่อปี เทียบกับเงินเพื่อการฟื้นฟูธรรมชาติประมาณ 7 ล้านล้านบาทต่อปี ภาคการเงินจึงต้องนำทุนธรรมชาติเข้าสู่ระบบข้อมูล การประเมินความเสี่ยง การเปิดเผยข้อมูล และการจัดสรรเงินทุนอย่างเป็นรูปธรรม
คุณขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลกผู้รับผิดชอบประเทศไทย กล่าวว่า ธรรมชาติคือ Economic Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แต่ระบบบัญชีปัจจุบันยังไม่สะท้อนว่าการเติบโตของ GDP เกิดขึ้นพร้อมกับการเสื่อมลงของธรรมชาติเท่าใด Natural Capital Accounting จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดปริมาณและความสมบูรณ์ของทรัพยากร รวมถึงบริการจากระบบนิเวศ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ประเมินความเสี่ยงและประกอบการตัดสินใจทางการเงิน
“ถ้ามองประเทศไทยเป็นบริษัท ทุนธรรมชาติก็เปรียบเหมือนเครื่องจักร เมื่อใช้ไปย่อมเสื่อมลง หากเราไม่ดูแลหรือฟื้นฟู สุดท้ายเครื่องจักรนั้นก็จะไม่สามารถผลิตอะไรให้เราได้อีก”
คุณชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติส่งผ่านความเสี่ยงมาสู่ธุรกิจและสถาบันการเงินได้ทั้ง Physical Risk จากภัยธรรมชาติและการขาดแคลนทรัพยากร และ Transition Risk จากกติกาและมาตรฐานโลก เช่น ข้อกำหนด EUDR ซึ่งกำหนดให้สินค้าเกษตรที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า
ประเทศไทยสามารถต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานด้าน Climate Finance ที่มีอยู่แล้วไปสู่ Nature Finance ผ่านกรอบ TNFD และ Thailand Taxonomy แต่ความท้าทายคือการวัดผลกระทบต่อธรรมชาติซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงตามพื้นที่
“หัวใจสำคัญคือการวัดผลให้ได้ และทำให้ผลกระทบต่อธรรมชาติเชื่อมโยงกลับมาถึงสินค้าและการตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม”
คุณพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้ตลาด Nature Positive หรือกฎกติกาทุกอย่างสมบูรณ์ก่อนจึงเริ่มลงมือ หากทุกฝ่ายมีเจตจำนงร่วมกัน สามารถเริ่มจากมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล กติกากลาง กลไกลดความเสี่ยง และแรงจูงใจ เพื่อดึงเงินทุนเอกชนเข้าสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทันที โดยเสนอหลักการขับเคลื่อน 4 ด้าน ได้แก่ มุ่งเป้า วัดผล สร้างแรงจูงใจ และขยายผล
“กฎกติกาใหม่อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะเกิดขึ้น แต่เงินทุนสามารถขยับได้ทันที ผลกระทบภายนอกของวันนี้ สามารถกลายเป็นสินทรัพย์ทางธรรมชาติของวันข้างหน้าได้”
คุณสฤณี อาชวานันทกุล กรรมการบริหาร เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน หรือ CFNT กล่าวว่า Nature Finance ต้องมุ่งฟื้นฟูธรรมชาติให้ดีกว่าเดิม โดยไม่ใช้แนวคิดแบบคาร์บอนเครดิตมาครอบเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพโดยตรง เพราะระบบนิเวศมีความเฉพาะถิ่นและไม่สามารถนำพื้นที่หนึ่งไปทดแทนอีกพื้นที่หนึ่งได้ การกำหนดตัวชี้วัดจึงต้องเข้าใจง่ายพอที่ภาคการเงินนำไปใช้ได้ แต่ไม่ง่ายจนกลายเป็นการฟอกเขียว
“เงินยิ่งใช้ยิ่งลดค่า แต่ธรรมชาติยิ่งฟื้นฟูยิ่งเพิ่มค่า สิ่งที่เราต้องวัดจึงไม่ใช่เพียงจำนวนต้นไม้ที่ปลูก แต่คือความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่กลับคืนมา”
อีกหนึ่งเวทีสำคัญถ่ายทอดผลลัพธ์จาก 5 ธุรกิจชุมชนที่เข้ารอบสุดท้ายในโครงการบ่มเพาะผู้นำการพัฒนาธุรกิจชุมชนอย่างยั่งยืน 2569 ซึ่งต่อยอดจากการสร้างอาชีพภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเปลี่ยนเงินสนับสนุนจากคาร์บอนเครดิตให้เป็นทุนตั้งต้นสำหรับสร้างธุรกิจ รายได้ และเศรษฐกิจสีเขียวที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้
ธุรกิจทั้ง 5 แห่งแสดงให้เห็นว่า ทุนธรรมชาติและปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่สามารถพัฒนาเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้ ตั้งแต่การนำรายได้จากธุรกิจกลับไปสนับสนุนการจัดการป่าชุมชน การสร้างอาชีพให้ผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง การเปลี่ยนขยะทะเลเป็นงานสร้างสรรค์ การนำใบไม้แห้งมาพัฒนาเป็นวัสดุบำรุงดินและลดความเสี่ยงจากไฟป่า ไปจนถึงการเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นพลังงานสำหรับภาคการเกษตร
เวทีนี้ตอกย้ำว่า การอนุรักษ์จะยั่งยืนได้เมื่อชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับเงินสนับสนุน แต่สามารถเป็นผู้ประกอบการที่สร้างรายได้ บริหารทุน และนำผลกำไรกลับไปดูแลทรัพยากรของตนเอง ทำให้ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด” และขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวสรุปว่า มูลนิธิฯ ยึดถือคำว่า “คนหิว ป่าหาย” มาโดยตลอด เพราะตราบใดที่คนยังขาดทางเลือกและรายได้ ป่าก็ยังคงถูกใช้เพื่อความอยู่รอด แต่บทเรียนจากทุกเวทีแสดงให้เห็นว่า สมการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงตลอดไป หากสามารถทำให้ป่าและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้และการดำเนินธุรกิจ
“ผมอยากให้ทุกคนนึกถึงตาชั่ง ฝั่งหนึ่งคือความเจริญ อีกฝั่งหนึ่งคือทรัพยากรธรรมชาติ และสามเหลี่ยมที่อยู่ข้างล่างซึ่งทำให้ตาชั่งสมดุลก็คือคน พวกเราทุกคนเป็นผู้กำหนดทิศทางของตาชั่งนั้น”
หม่อมหลวงดิศปนัดดาเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนา Nature-based Economy หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานของธรรมชาติ โดยเชื่อมกระบวนการตั้งแต่การประเมินมูลค่าและผลกระทบต่อธรรมชาติผ่าน Natural Capital Accounting การเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรและผลกระทบของธุรกิจอย่างโปร่งใส การนำข้อมูลดังกล่าวไปสะท้อนในงบดุล งบการเงิน และแผนการลงทุน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการประเมินความเสี่ยงและจัดสรรเงินทุนเข้าสู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร
กระบวนการดังกล่าวจะทำให้ภาคธุรกิจมองเห็นทั้ง “ไข่แดง” หรือทรัพยากรที่ใช้และผลกระทบจากการดำเนินงานโดยตรง และ “ไข่ขาว” หรือผลกระทบที่ขยายไปสู่ห่วงโซ่คุณค่า ชุมชน และระบบนิเวศโดยรอบ พร้อมลดช่องว่างระหว่างภาคธุรกิจ นักการเงิน หน่วยงานรัฐ และชุมชน โดยมีธรรมชาติเป็นตัวเชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน
“เราต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นธรรมชาติเป็นค่าใช้จ่าย ไปสู่การมองว่าการฟื้นฟูธรรมชาติคือการลงทุนที่สามารถวัดค่าตอบแทนได้ คำถามคือ Cost of Inaction หรือต้นทุนของการไม่ลงมือทำนั้นคือเท่าไร เพราะหากวันนี้เราไม่ลงมือ วันข้างหน้าต่อให้มีเงินมากเพียงใดก็อาจแก้ปัญหาไม่ได้ เนื่องจากเราไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว”
นอกจากการวัดมูลค่าและนำธรรมชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว หม่อมหลวงดิศปนัดดายังเสนอให้ผลักดันการรับรอง Nature Rights หรือสิทธิของธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติมีสิทธิในการฟื้นฟูและรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ไม่ใช่ถูกมองเพียงในฐานะทรัพยากรที่มนุษย์มีสิทธินำมาใช้ประโยชน์
“เราชอบพูดกันเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือ Human Rights แต่เวลาที่เราพูดถึง Human Rights เรามองตัวเรามากเกินไป วันนี้ผมอยากเพิ่มอีกสิทธิหนึ่ง คือ Nature Rights สิทธิของธรรมชาติ ทำอย่างไรให้ธรรมชาติมีสิทธิที่จะฟื้นฟูตัวเอง มีสิทธิที่จะบูรณาการระบบนิเวศต่าง ๆ เพื่อให้พวกเราสามารถอยู่ได้ มีชีวิตที่ดีขึ้น และมีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น”
นอกจากเวทีหลัก ภายในงานยังมีกิจกรรมย่อยภาคบ่าย 4 หัวข้อ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมเจาะลึกเครื่องมือและแนวทางนำ Nature Positive ไปประยุกต์ใช้ในองค์กร ได้แก่ ความรู้พื้นฐานด้านธุรกิจและความหลากหลายทางชีวภาพ (Business & Biodiversity 101) ร่วมจัดกับพีดับบลิวซี ประเทศไทย การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Adaptation & Climate Risk Assessment) ร่วมจัดกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) การบริหารจัดการน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ (Water Stewardship) ร่วมจัดกับกลุ่มธุรกิจ TCP และคลินิกให้คำปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Clinic) ร่วมจัดกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเชื่อมองค์ความรู้จากเวทีหลักไปสู่การประเมินความเสี่ยง การวางกลยุทธ์ และการลงมือปฏิบัติในบริบทจริงของแต่ละองค์กร




MFLF Sustainability Forum 2026 จึงไม่ได้จบลงเพียงการแลกเปลี่ยนแนวคิด แต่ได้วางกระบวนการขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสร้างกฎหมายและเป้าหมายระดับประเทศ การประเมินและเปิดเผยข้อมูลทุนธรรมชาติ การนำข้อมูลเข้าสู่การตัดสินใจทางธุรกิจและการเงิน การออกแบบกลไกที่ส่งเงินทุนถึงพื้นที่ ไปจนถึงการสร้างอาชีพให้คนสามารถดูแลธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
ธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือธุรกิจที่ต้องดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นปัจจัยในการเติบโตควบคู่กัน และนี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป








