AI futuristic technology background vector

การสนทนากับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจทำให้ผู้ใช้งานกล้าเปิดเผยเรื่องส่วนตัวที่ไม่เคยบอกใคร ตั้งแต่ความสัมพันธ์ในครอบครัว ปัญหาชีวิต ความกังวล ไปจนถึงเรื่องละเอียดอ่อนที่ไม่ต้องการให้คนใกล้ชิดรับรู้ แต่ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นความลับตลอดไป โดยเฉพาะเมื่อบริษัทผู้ให้บริการประสบปัญหาทางการเงินหรือเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลการสนทนาของผู้ใช้กลายเป็นสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการขายกิจการ

กรณีดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวรูปแบบใหม่ในยุค AI เพราะสิ่งที่ผู้ใช้งานเปิดเผยกับแชตบอตอาจมีรายละเอียดลึกซึ้งกว่าข้อมูลทั่วไปที่เคยกรอกลงในเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันทั่วไป

เมื่อบทสนทนากับ AI กลายเป็นคลังข้อมูลส่วนตัว

ผู้ใช้งานจำนวนมากมองแชตบอต AI เป็นพื้นที่สำหรับพูดคุยและระบายความรู้สึก เนื่องจากสามารถสนทนาได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับบุคคลจริง

การสนทนาที่เริ่มต้นจากคำถามทั่วไปอาจค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เช่น ปัญหาความสัมพันธ์ ความขัดแย้งในครอบครัว ปัญหาสุขภาพจิต และความกลัวที่ไม่ต้องการเปิดเผยต่อผู้อื่น

ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวเตือนว่า การสนทนาลักษณะนี้ทำให้ผู้ใช้งานเปิดเผยข้อมูลมากกว่าที่ตนเองตระหนัก และข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอาจมีรายละเอียดเพียงพอสำหรับสร้างประวัติส่วนบุคคลของผู้ใช้

ที่สำคัญ ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเจ้าของบัญชีเท่านั้น เพราะผู้ใช้อาจเล่าเรื่องของเพื่อน สมาชิกในครอบครัว หรือบุคคลอื่น ทำให้ข้อมูลของคนที่ไม่เคยสมัครใช้บริการเหล่านี้ถูกบันทึกอยู่ในระบบไปด้วย

บริษัท AI ล้มเหลว ข้อมูลผู้ใช้อาจกลายเป็นสินทรัพย์

ความเสี่ยงอีกด้านเกิดจากต้นทุนมหาศาลในการพัฒนาและให้บริการเทคโนโลยี AI ทั้งค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน การประมวลผล และการพัฒนาโมเดล ทำให้บริษัทบางแห่งอาจประสบปัญหาในการสร้างรายได้ให้เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ

หากบริษัทไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ อาจต้องขายสินทรัพย์ ควบรวมกิจการ หรือเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ซึ่งทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ข้อมูลส่วนตัวและประวัติการสนทนาของผู้ใช้งานจะมีสถานะอย่างไรในกระบวนการดังกล่าว

ข้อมูลเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับการประเมินมูลค่ากิจการหรือการโอนสินทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อรายใหม่ ขึ้นอยู่กับกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

กรณีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านความปลอดภัยของระบบ แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้ใช้งานในการควบคุมข้อมูลส่วนตัว เมื่อบริษัทที่เก็บรักษาข้อมูลไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

นโยบายความเป็นส่วนตัวอาจไม่ได้คุ้มครองทุกสถานการณ์

แม้บริการ AI จะมีนโยบายความเป็นส่วนตัวระบุวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูล แต่ผู้ใช้งานควรทำความเข้าใจด้วยว่านโยบายเหล่านั้นอาจมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ การขายธุรกิจ หรือการล้มละลาย

ในบางกรณี บริษัทอาจระบุข้อยกเว้นที่อนุญาตให้มีการโอนข้อมูลเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจ

แม้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในบางประเทศจะกำหนดให้ผู้รับโอนข้อมูลต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านความเป็นส่วนตัวเดิม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลจะไม่มีโอกาสถูกส่งต่อไปยังเจ้าของกิจการรายใหม่

นอกจากนี้ ข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนลงในระบบ AI อาจถูกนำไปใช้ตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการ เช่น การปรับปรุงโมเดล การพัฒนาอัลกอริทึม หรือการสร้างโปรไฟล์ผู้ใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ

ดังนั้น การตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวก่อนใช้บริการจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดเก็บ การนำข้อมูลไปฝึกโมเดล การแบ่งปันข้อมูล และการโอนข้อมูลให้บุคคลภายนอก

เด็กและเยาวชนมีความเสี่ยงมากกว่าที่คิด

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือการใช้แชตบอต AI ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น เนื่องจากผู้ใช้งานวัยนี้อาจเปิดเผยความรู้สึกและปัญหาส่วนตัวกับระบบสนทนาโดยไม่เข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

การพูดคุยกับ AI ที่จำลองบุคลิกมนุษย์อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกผูกพันและไว้วางใจ จนมองระบบดังกล่าวเป็นเพื่อนหรือผู้รับฟังที่สามารถแบ่งปันเรื่องส่วนตัวได้อย่างอิสระ

อย่างไรก็ตาม AI ไม่ใช่บุคคลที่มีความรับผิดชอบหรือความเข้าใจเช่นเดียวกับมนุษย์ และการสนทนาที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการรักษาความลับในลักษณะเดียวกับการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญภายใต้หน้าที่รักษาความลับ

การกำหนดขอบเขตการใช้งานและการให้ความรู้เรื่องข้อมูลส่วนบุคคลจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชน

วิธีปกป้องความลับก่อนจะสายเกินไป

ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวแนะนำให้ผู้ใช้งานทบทวนบริการ AI ที่ตนเองเคยใช้ และตรวจสอบว่ามีข้อมูลละเอียดอ่อนใดถูกจัดเก็บไว้บ้าง โดยสามารถเริ่มต้นจากแนวทางต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ: ไม่ควรป้อนเลขประจำตัวประชาชน รหัสผ่าน ข้อมูลบัญชีธนาคาร ที่อยู่ หรือรายละเอียดที่สามารถระบุตัวบุคคลได้โดยไม่จำเป็น
  • ระมัดระวังเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น: ไม่ควรนำข้อมูลลับของสมาชิกในครอบครัว เพื่อน หรือบุคคลอื่นไปสนทนากับ AI โดยไม่ได้รับความยินยอม
  • ตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัว: ศึกษาว่าผู้ให้บริการจัดเก็บข้อมูลอย่างไร นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด และมีเงื่อนไขการโอนข้อมูลหรือไม่
  • ตรวจสอบการตั้งค่าข้อมูล: ดูว่ามีตัวเลือกปิดการนำบทสนทนาไปใช้ฝึกโมเดลหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบการตั้งค่าประวัติการสนทนา
  • ลบข้อมูลที่ไม่จำเป็น: หากเลิกใช้บริการ ควรตรวจสอบขั้นตอนการลบบัญชีและข้อมูลส่วนบุคคล โดยศึกษาด้วยว่าการลบประวัติสนทนาแตกต่างจากการลบข้อมูลที่ผู้ให้บริการจัดเก็บไว้อย่างไร

อย่าคิดว่าความลับที่เล่าให้ AI ฟังจะปลอดภัยตลอดไป

เทคโนโลยี AI ทำให้การเข้าถึงข้อมูลและการสนทนาเป็นเรื่องง่ายขึ้น ผู้คนสามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยคิด เรียนรู้ หรือแม้แต่พูดคุยเรื่องที่ไม่กล้าเปิดเผยกับคนใกล้ชิด

แต่ความสะดวกสบายดังกล่าวมาพร้อมคำถามสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในการควบคุมข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บไว้กับบริษัทเอกชนที่อาจเปลี่ยนเจ้าของ หยุดให้บริการ หรือประสบปัญหาทางธุรกิจในอนาคต

สิ่งที่ผู้ใช้งานควรตระหนักคือ การสนทนากับ AI ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลทุกอย่างจะเป็นความลับตลอดไป ก่อนเปิดเผยเรื่องส่วนตัวจึงควรคิดเสมอว่า หากข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งต่อหรือเข้าถึงโดยบุคคลอื่นในอนาคต เราจะยอมรับผลที่ตามมาได้หรือไม่

เพราะในโลกดิจิทัล การรักษาความลับอาจเริ่มต้นได้ง่ายที่สุดจากการเลือกว่าจะเปิดเผยอะไร และไม่เปิดเผยอะไรตั้งแต่แรก