“ชวน-อภิสิทธิ์” ส่งสัญญาณแรง! อย่าเอา “ภาษีบาป” สสส. เข้าสู่วงจรงบประมาณการเมือง หวั่น “รัฐบาลเปลี่ยน-งบเปลี่ยน” กระทบภารกิจสุขภาพระยะยาว พร้อมย้ำรัฐบาลต้องไม่แทรกแซงจนองค์กรเสียความมั่นคงการทำงาน
วันที่ 8 ตุลาคม 2569 นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวคัดค้านข้อเสนอแก้ไข พรบ.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จากภาษีจัดสรรเฉพาะ (ภาษีบาป) ไปเข้าสู่ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล ซึ่งตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะภาษีจัดสรรเฉพาะ สสส.เป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาสุขภาพประชาชนในระยะยาว หากงบประมาณต้องขึ้นอยู่กับอำนาจรัฐบาลแต่ละยุคจะทำให้การทำงานขาดความต่อเนื่อง เพราะรัฐบาลที่ให้ความสำคัญก็สนับสนุนงบประมาณ ขณะที่รัฐบาลที่ไม่เห็นความสำคัญก็ตัดงบ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงขององค์กรและโครงการสุขภาพระยะยาว ซึ่ง สสส.เป็นองค์กรที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างมาก พร้อมยกตัวอย่างโครงการในอดีตที่ขาดความต่อเนื่องเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล เพราะกลัวเป็นผลงานทางการเมืองอีกฝ่าย เช่น โครงการรถไฟทางคู่ โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
นายชวน กล่าวว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อ สสส.ได้รับเงินจากภาษีบาปในสัดส่วนร้อยละ 2 ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี ย่อมต้องถูกตรวจสอบจากสังคมมากขึ้น โดย สสส.ต้องเปิดรับข้อวิจารณ์และนำไปปรับปรุงการทำงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรม พร้อมเสนอให้ สสส.ปรับบทบาทมุ่งแก้ปัญหาวิกฤตสุขภาพที่ชัดเจน เช่น โรคเบาหวาน ด้วยการรณรงค์ลดการบริโภคน้ำตาลในเด็กและโรงเรียน รวมถึงประสานความร่วมมือภาคธุรกิจให้ลดน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งปัจจุบันเห็นผลแล้วในการช่วยลดภาระทางสาธารณสุขของประเทศได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้รัฐบาลและ สสส.ควรรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก แต่รัฐบาลไม่ควรแทรกแซงหรือตัดงบจนกระทบความมั่นคงและความต่อเนื่องขององค์กร

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดรัฐบาลที่จะโอนรายได้จากภาษีจัดสรรเฉพาะ หรือ “ภาษีบาป” ของ สสส. และไทยพีบีเอส กลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน โดยเห็นว่าขัดต่อหลักการก่อตั้งองค์กรที่ต้องมีความเป็นอิสระและหลักประกันด้านรายได้ เพื่อให้สามารถทำงานตามภารกิจและเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ พร้อมประเมินว่ารัฐบาลอาจกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านการคลัง จึงพยายามดึงแหล่งเงินนอกงบประมาณกลับมาจัดสรรใหม่ตามนโยบาย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลหรือสังคมเห็นว่า สสส.มีรายได้มากเกินไป ควรใช้วิธีปรับลดเพดานงบประมาณ เพิ่มระบบตรวจสอบ หรือพิจารณาเงินสะสมและภาระขององค์กร แทนการนำเงินเข้าสู่งบประมาณรายปีจนกระทบความต่อเนื่องของการทำงาน พร้อมเรียกร้องให้ สสส.ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสในการจัดสรรเงินสนับสนุนแก่หน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม โดยเตือนว่าการผูกงบประมาณไว้กับรัฐบาลอาจกระทบความน่าเชื่อถือและลดบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพราะงานรณรงค์ที่ดำเนินการผ่านระบบราชการอาจถูกมองว่าเป็นการรับนโยบายจากผู้มีอำนาจ มากกว่าการขับเคลื่อนร่วมกับภาคประชาสังคมโดยตรง








