ผลสำรวจใหม่ในสหรัฐฯ พบว่า 12% ของคดีหลอกลวงที่ประสบความสำเร็จในปี 2025 มีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ Deepfake เป็นเครื่องมือ ขณะที่ชาวอเมริกันราว 15 ล้านคนตกเป็นเหยื่อสูญเสียเงิน รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 68,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำโดย Gallup ร่วมกับ Stop Scams Alliance จากการสอบถามผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 5,173 คน ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2025 พบว่า ประมาณ 6% ของผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ ถูกหลอกให้สูญเสียเงินในช่วงปีที่ผ่านมา และในจำนวนนี้ 12% ระบุว่ามิจฉาชีพใช้ AI หรือเทคโนโลยี Deepfake เข้ามาช่วยในการก่อเหตุ

เคน เวสต์บรูก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Stop Scams Alliance กล่าวว่า กลุ่มมิจฉาชีพกำลังพัฒนาไปสู่การก่ออาชญากรรมในระดับอุตสาหกรรม โดยสร้างความเสียหายรวมกว่า 68,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับรายได้ต่อปีของสายการบิน Delta Air Lines

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า เหยื่อจำนวนมากอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกหลอกผ่าน AI เนื่องจากเทคโนโลยีมีความแนบเนียนและตรวจจับได้ยาก แต่ผลสำรวจครั้งนี้สอดคล้องกับคำเตือนจากหลายหน่วยงานทั่วโลกที่ชี้ว่า AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของมิจฉาชีพ

ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม ตำรวจสากล (Interpol) เตือนว่า AI กำลังเร่งให้การฉ้อโกงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่บริษัทด้าน AI หลายแห่ง รวมถึง OpenAI ก็เคยเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการพยายามนำเทคโนโลยี AI ไปใช้ในการหลอกลวงและฉ้อโกงในหลายประเทศ

ผลสำรวจยังพบว่า ชาวอเมริกัน 1 ใน 4 เคยตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตผู้ใหญ่ โดย 21% ของผู้เสียหายได้รับผลกระทบทางการเงินอย่างรุนแรง และอีก 46% ได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง นอกจากนี้ ผู้มีรายได้น้อย กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้ที่ไม่ได้จบปริญญาตรี มีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อมากกว่ากลุ่มอื่น

หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกยกมาในรายงาน คือ หญิงรายหนึ่งที่โพสต์ประกาศตามหาแมวหาย ก่อนถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานนายอำเภอ และโอนสายไปยังผู้ที่อ้างว่าเป็นสัตวแพทย์ฉุกเฉิน แจ้งว่าพบแมวของเธอแล้ว แต่ต้องโอนเงินราว 780 ดอลลาร์เพื่อผ่าตัดด่วน สุดท้ายตำรวจยืนยันว่าเป็นการหลอกลวง

ผลกระทบไม่ได้จำกัดเพียงด้านการเงิน โดย 75% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าการถูกหลอกลวงส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต และหลายคนมองว่าบาดแผลทางอารมณ์รุนแรงกว่าความเสียหายด้านทรัพย์สิน

รายงานยังระบุว่า เว็บไซต์ปลอมเป็นกลโกงที่พบมากที่สุด โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจ 40% เคยเผชิญ ขณะที่การหลอกลวงผ่านโทรศัพท์ ข้อความ SMS และอีเมล เกี่ยวข้องกับคดีเกือบครึ่งหนึ่ง และกว่าครึ่งของการหลอกลวงใช้หลายช่องทางร่วมกัน

นอกจากนี้ เกือบครึ่งของเหยื่อถูกหลอกให้โอนเงินด้วยตนเอง โดยแอปพลิเคชันชำระเงินอย่าง Zelle และ PayPal เป็นช่องทางที่ถูกใช้มากที่สุด

Source: NBC