การเคหะแห่งชาติแถลงผลงาน 51 ปี สร้างที่อยู่อาศัยกว่า 7.5 แสนหน่วย

17

การเคหะแห่งชาติแถลงผลงานผ่านครึ่งศตวรรษ สร้างที่อยู่อาศัยกว่า 7.5 แสนหน่วย เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการสำคัญตามแผนวิสาหกิจ เสริมแกร่งบุคลากรด้วยนวัตกรรมเท่าทันยุคสมัย พร้อมยึดมั่นวิสัยทัศน์ “สร้างบ้าน สร้างสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี”

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 นายทวีพงษ์  วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เป็นประธานในการแถลงข่าวผลการดำเนินงานครบรอบ 51 ปี การเคหะแห่งชาติ (กคช.) พร้อมแถลงผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2566 และแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมีผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานของการเคหะแห่งชาติ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคารสันทนาการ สำนักงานใหญ่ การเคหะแห่งชาติ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า การเคหะแห่งชาติเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีภารกิจหลักในการพัฒนาที่อยู่อาศัย ชุมชน และเมือง ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในชุมชน ปัจจุบันดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “สร้างบ้าน สร้างสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” และในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 นี้จะครบรอบ 51 ปี ของการก่อตั้ง โดยกว่าครึ่งศตวรรษ
ที่ผ่านมาการเคหะแห่งชาติได้พัฒนาที่อยู่อาศัยในทุกรูปแบบไปแล้วทั้งสิ้น 752,160 หน่วย ผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการเคหะชุมชน โครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง โครงการอาคารเช่า เป็นต้น ขณะที่ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA ปี 2566 การเคหะแห่งชาติได้คะแนน 96.24 คะแนน จาก 100 คะแนนเต็ม เป็นอันดับที่ 3 ของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง พม. และเป็นอันดับที่ 16 ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งหมดที่เข้าร่วมการประเมินจำนวน 51 แห่ง นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล “Compliance Award” หน่วยงานนำร่องภายใต้โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐ เพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Government Platform for PDPA Compliance : GPPC) โดยในปี 2567 การเคหะแห่งชาติมีแผนการใช้ Platform GPPC อย่างเต็มรูปแบบในทุกกิจกรรม

ขณะเดียวกันในปีที่ผ่านมา การเคหะแห่งชาติยังได้รับรางวัลอสังหาริมทรัพย์ดีเด่น FIABCI-Thai Prixd’ Excellence Awards 2023 ประเภทที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย ได้แก่ โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชน จังหวัดชลบุรี (บ่อวิน) ระยะที่ 2 เป็นหนึ่งในโครงการที่ผ่านเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพพลังงานสำหรับบ้านอยู่อาศัย (บ้านเบอร์ 5) และได้การรับรองจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ นาย    วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่เน้นย้ำ “การสร้างสังคมให้น่าอยู่” โดยเริ่มตั้งแต่การก่อสร้างที่คำนึงถึงความยั่งยืนและการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้อยู่อาศัยในโครงการของการเคหะแห่งชาติอีกด้วย

ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการเคหะแห่งชาติขับเคลื่อนภารกิจภายใต้แผนวิสาหกิจการเคหะแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2566-2570 (ฉบับปรับปรุงปี พ.ศ. 2566) และแผนปฏิบัติการประจำปี พ.ศ. 2567 โดยเร่งดำเนิน “โครงการ Quick Win” กำหนดเป้าหมายไว้ ได้แก่ โครงการบริหารหน่วยส่งมอบ เป็นหน่วยที่อยู่อาศัยพร้อมขาย 6,000 หน่วย โครงการบริหารการก่อสร้าง ก่อสร้างที่อยู่อาศัยให้ได้มาตรฐานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำนวนกว่า 3,000 หน่วยให้แล้วเสร็จ และส่งมอบให้ประชาชนได้อยู่อาศัยหรือให้ประชาชนได้เช่าตามแผนที่กำหนด โครงการจัดประโยชน์ทรัพย์สินจากพื้นที่ว่างภายในโครงการที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ โครงการบริหารอาคารเช่า ในปีนี้มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ผ่านหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เร่งบรรจุผู้เช่าให้ได้ตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ยังมี “โครงการมุ่งเน้น” ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะพัฒนาในรูปแบบผสมผสาน Mixed-Used/ Mixed-Income รองรับประชาชนทุกกลุ่มให้มีที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐาน ในระดับราคาที่สามารถรับภาระได้ประกอบด้วย โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะ 2-4 ปัจจุบันดำเนินการก่อสร้าง 2 อาคาร ได้แก่ อาคาร D1 สูง 35 ชั้น จำนวน 1 อาคาร รวม 612 หน่วย มีความคืบหน้าการก่อสร้างได้ 96.35% ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานด้านภูมิสถาปัตย์ เช่น ถนน สวน เก็บงานสี เก็บรายละเอียดงานห้องพักอาศัย  และทดสอบระบบ เป็นต้น คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2567 และสามารถให้ผู้เช่าเข้าอยู่อาศัยได้ประมาณเดือนเมษายน 2567 และในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา การเคหะแห่งชาติได้มีการปฐมนิเทศผู้อยู่อาศัยเดิม แฟลตที่ 23-32 เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าอยู่อาศัย และจับสลากเลือกห้องพักอาศัยในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 จำนวน 363 ราย ซึ่งมีผู้ยื่นขอชดเชยสิทธิแทนการเข้าอยู่อาศัย จำนวน 139 ราย ได้รับเงินชดเชยรายละ 400,000 บาท นอกจากนี้ ยังให้สิทธิครอบครัวขยาย จำนวน 32 หน่วย ส่วนอาคาร A1 สูง 32 ชั้น จำนวน 1 อาคาร 635 หน่วย ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ คาดว่าเมื่อได้ผู้รับจ้างรายใหม่แล้วจะสามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จได้ประมาณกลางปี พ.ศ. 2569

ด้านโครงการบ้านเคหะสุขประชา เป็นโครงการบ้านเช่าพร้อมอาชีพมุ่งเน้น “มีบ้าน-มีอาชีพ-มีรายได้-มีความสุข” โดยขณะนี้ก่อสร้างโครงการนำร่องและส่งมอบพร้อมทำสัญญาเช่าให้กับผู้ได้สิทธิแล้ว 2 โครงการ รวมทั้งสิ้น 572 หน่วย ได้แก่ โครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้า 270 หน่วย บรรจุผู้เช่าได้ 258 หน่วย คิดเป็น 95.55% และโครงการบ้านเคหะสุขประชาฉลองกรุง 302 หน่วยบรรจุผู้เช่าได้ 273 หน่วย คิดเป็น 90.39%

โครงการบ้านเคหะสุขเกษม จังหวัดสมุทรปราการ (เทพารักษ์) เป็นโครงการบ้านเช่ารองรับสังคมผู้สูงอายุ เน้นการออกแบบ Universal Design แบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 ระยะ จำนวน 90 อาคาร รวมทั้งสิ้น 3,956 หน่วย ตั้งอยู่ที่ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ปัจจุบันได้สร้างอาคารต้นแบบเสร็จแล้ว 45 หน่วย และในปี 2567 จะเสนอขออนุมัติหลักการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินโครงการระยะที่ 1 ส่วน 2 และระยะที่ 2 รวมทั้งสิ้น 876 หน่วย

โครงการศึกษาความเป็นไปได้การพัฒนาโครงการแบบผสมผสาน (Mixed-Use) ตามเส้นทางโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (Transit Oriented Development : TOD) ในพื้นที่ร่มเกล้า ตั้งอยู่บริเวณถนนร่วมพัฒนา แขวงลำผักชี เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่โดยรวมประมาณ 352 ไร่ ระยะที่ 1 ดำเนินการก่อสร้างประมาณ 8,000 หน่วย ภายใต้การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership : PPP) ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการนำรายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ก่อนนำเสนอคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

โครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่ไม่ได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงิน นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 – 2566 ได้อนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 2,236 ราย เป็นกลุ่มลูกค้าทั่วไป 1,865 ราย กลุ่มเปราะบาง 281 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อฯ 1,453.89 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2567 ให้สินเชื่อกับลูกค้าแล้ว จำนวน 171 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อฯ 110.913 ล้านบาท

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายประจำปีงบประมาณ 2567 สู่การปฏิบัติของการเคหะแห่งชาติ นายทวีพงษ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันประชาชนยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยในราคาที่รับภาระได้ ซึ่งโครงการที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติมีราคาไม่แพง เข้าถึงง่าย มี 3 รูปแบบ คือ 1) เช่าซื้อกับการเคหะแห่งชาติ 2) ผ่อนกับสถาบันการเงิน และ 3) ผ่อนกับโครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย กรณีถูกสถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อ

ทั้งนี้ ในปี 2567 การเคหะแห่งชาติมี “บ้านพร้อมอยู่” ทั้งในรูปแบบขายและเช่า ได้แก่ โครงการบ้านตั้งต้น First-Jobber Housing ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 6,928 หน่วย แบ่งออกเป็น อาคารขาย 5,500 หน่วย และอาคารเช่า 1,428 หน่วย นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับทุกกลุ่มเป้าหมาย (เพื่อขาย/เพื่อเช่า) ประกอบด้วย โครงการที่อยู่อาศัยที่นำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติในปี 2567 จำนวน 21 โครงการ 5,342 หน่วย โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 606 หน่วย โครงการที่อยู่อาศัยตามแผนการก่อสร้าง 9,927 หน่วย โครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 2,429 หน่วย และโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคารแปลง D1 จำนวน 612 หน่วย

และขณะนี้การเคหะแห่งชาติยังได้จัดโปรโมชันพิเศษให้กับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย ที่สนใจโครงการของการเคหะแห่งชาติทั้งในรูปแบบเช่าและซื้อเป็นของตนเอง สำหรับโครงการประเภทเช่า ได้แก่ บ้านตั้งต้นเพื่อเช่า เป็นห้องเช่าสำหรับกลุ่มคนวัยเริ่มทำงาน หรือ First Jobber และประชาชนที่สนใจ ซึ่งการเคหะแห่งชาติได้คัดเลือกโครงการที่ตั้งในทำเลที่มีศักยภาพในหลากหลายพื้นที่เพื่อนำมาเข้าร่วมโครงการ ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวนรวม 1,428 หน่วย เริ่มตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 อัตราค่าเช่าชั้น 1-4 ราคา 1,500 บาท/เดือน และชั้น 5 ราคา 1,200 บาท/เดือน และโปรโมชันสำหรับโครงการประเภทซื้อ ได้แก่ บ้านเพื่อทุกคน House for All  สำหรับประชาชนทุกกลุ่มรายได้ที่ต้องการซื้อบ้านเป็นของตนเอง โดยการเคหะแห่งชาติได้คัดเลือกโครงการหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศกว่า 5,500 หน่วย เพียงวางเงินจองเริ่มต้น 1,000 บาท เริ่มตั้งแต่บัดนี้ ถึง 31 มีนาคม 2567 พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษ 2 ต่อ คือ ต่อที่ 1 รับส่วนลด 5-20% และต่อที่ 2 รับส่วนลด 60,000-120,000 บาท กรณีต้องการผ่อนชำระโดยตรงกับการเคหะแห่งชาติ สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยที่มีราคาไม่เกิน 1,000,000 บาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษในปีแรกเพียงร้อยละ 4.50/ปี และกรณีสถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อ ลูกค้าสามารถยื่นขอสินเชื่อจากโครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยจะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษในปีแรกเพียงร้อยละ 1.50/ปี

นอกจากนี้ การเคหะแห่งชาติมีแผนการดำเนินงานเตรียมความพร้อมและปรับตัวของประชากรกลุ่มเปราะบางเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ตามนโยบายของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีความห่วงใยพี่น้องประชาชน และกลุ่มเปราะบางที่จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน โดยการเคหะแห่งชาติได้พัฒนาที่อยู่อาศัยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงาน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้อยู่อาศัย ซึ่งมีมาตรการรับมือ Climate Change 3 รูปแบบ คือ 1.โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับทุกกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ โครงการที่อยู่อาศัย ที่นำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติในปี 2567 จำนวน 21 โครงการ 5,342 หน่วย และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง หรือก่อสร้างแล้วเสร็จ 3,041 หน่วย 2.โครงการบ้านตั้งต้น (First Jobber) เป็นที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่ 6,928 หน่วย ประกอบด้วย อาคารขาย 5,500 หน่วย และอาคารเช่า 1,428 หน่วย 3.โครงการยกระดับคุณภาพชีวิต (Smart Sustainable Community : SSC) ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยใน 4 มิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านการมีส่วนร่วม ด้านสุขภาพ และด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ธนาคารขยะ การติดตั้ง Solar Cell การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน การจัดกิจกรรมครอบครัวอบอุ่น และโครงการประกวดชุมชนสดใส จิตใจงดงาม

อีกโครงการหนึ่งคือ โครงการส่งเสริมสมรรถนะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้โครงการจัดทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยและแผนป้องกัน/แก้ไขปัญหาชุมชนแออัด เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์และวางแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัยฯ โดยบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตอบสนองนโยบายของรัฐในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค โดยมีเป้าหมายใน 2 กลุ่มจังหวัด 8 พื้นที่ ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง คือ อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง คือ กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี

“ในปีที่ 51 ของการเคหะแห่งชาติ ได้พัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนมาแล้วกว่า 7.5 แสนหน่วย ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในทุกมิติ ทั้งใน ด้านกายภาพ เช่น การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในโครงการให้มีความน่าอยู่และปลอดภัย ด้านสังคม เช่น การจัดตั้งผู้นำชุมชนหรือคณะกรรมการชุมชนในการขับเคลื่อนและบูรณาระหว่างการเคหะแห่งชาติ ผู้อยู่อาศัยในชุมชน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชน และด้านเศรษฐกิจ เช่น การจัดอบรมฝึกอาชีพให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชนเพื่อนำไปต่อยอด จนสามารถพัฒนาให้เป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก เพื่อเป็นการยกระดับรายได้ของคนในชุมชนให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนงานของการเคหะแห่งชาติ และบุคลากรทุกคนยังคงมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทุ่มเททรัพยากรเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยและดูแลคุณภาพชีวิตของลูกบ้านการเคหะแห่งชาติให้ดีที่สุด” ผู้ว่า การการเคหะแห่งชาติ กล่าวย้ำ