โฉมหน้า 7 หญิงโหดสยองของโลก!!

6280

เวลามีการจัดอันดับความชั่วร้ายโหดเหี้ยมของมนุษย์ มักจะจัดอันดับให้แต่ขาโหดฝ่ายชายกันบ่อยครั้ง ทั้งที่ในความเป็นจริง คนใจคอเหี้ยมโหดนั้นไม่จำกัดว่าจะเป็นเพศไหน แม้แต่เพศหญิงที่กล่าวกันว่าเป็น “เพศแม่” เป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนโยน แต่ก็มีความโหดได้ไม่แพ้กัน…..และนี่คือ 7 หญิงโหดในตำนานฆาตกรจิตวิปริตของโลก แต่ละนางได้ก่ออาชญากรรมโหดสยองอย่างเลือดเย็นขนาดไหน ไปย้อนรอยกัน!!

สมเด็จพระราชินีนาถแมรีที่ 1 แห่งอังกฤษ (ค.ศ. 1516 –- 1558) ราชินีแมรี่เป็นพระธิดาพระองค์เดียวใน กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 และพระนางแคทเธอรีน แห่งอารากอน ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ 4 ในราชวงศ์ทิวดอร์ โดยขึ้นครองราชย์สมบัติหลังจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 6 สิ้นพระชนม์ และด้วยการปลดราชินี 9 วันอย่าง เลดี้เจน เกรย์ ออก และขึ้นครองราชย์แทน พระนางเป็นผู้ซึ่งฟื้นฟูศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในอังกฤษ ด้วยพระประสงค์ที่จะทำให้ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่นับถือนิกายคาทอลิกอย่างเดียว พระองค์จึงคิดหาทางกำจัดพวกโปรแตสแตนท์ในประเทศให้หมดสิ้นด้วยหลากหลายวิธี หนึ่งในนั้นพระนางได้ดำเนินการ “เผาทั้งเป็น” เหล่าบุคคลต่างศาสนา ต่างนิกายกว่า 300 คน โดยเฉพาะบุคคลสำคัญของนิกายโปรแตสแตนท์ อันเป็นที่มาของฉายานาม “แมรีบ้าเลือด” หรือ “แมรีผู้กระหายเลือด” (Bloody Mary)

เบลล์ กันเนส (ค.ศ.1859 – ???ฆาตกรต่อเนื่องหญิงชาวนอร์เวย์ หลังจากแต่งงานกับนักธุรกิจชิคาโกได้อพยพมาใช้ชีวิตอยู่ที่รัฐอิลินอยล์และอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา ระหว่างปี ค.ศ. 1900 -1908 เธอมีอีกฉายาหนึ่งว่า ผู้หญิงเคราน้ำเงิน ที่ขึ้นชื่อว่าฆ่าคนมากที่สุดในอเมริกายุคนั้น ด้วยเรือนร่างสูงใหญ่ถึง 6 ฟุต (183 เซนติเมตร) หนักกว่า 200 ปอนด์ (91 กิโลกรัม) จึงสามารถสังหารบรรดาสามีของตัวเอง และผู้ชายที่เกี่ยวข้องกับเธอ หรือแม้แต่ลูกแท้ๆ ของตัวเองด้วยตัวคนเดียว ทั้งหมดนั้นเป็นการฆ่าเพื่อหวังเงินประกันชีวิต และหวังครอบครองทรัพย์สิน เมื่อมีเงินมากพอเบลล์จึงซื้อฟาร์มใน La Porte ที่อินเดียน่า หลังการตายปริศนาของสามีคนที่ 2 เธอประกาศหาสามีใหม่ในหนังสือพิมพ์ ต่อมาชายมากหน้าหลายตาไปพบเธอที่ฟาร์มและหายสาปสูญไป! รวมแล้วมีผู้คนกว่า 42 คน ที่ต้องจบชีวิตที่นั่น ในวาระสุดท้ายเบลล์ชิงฆ่าตัวตายก่อนที่จะถูกจับด้วยการเผาตนเองพร้อมบ้าน ต่อมามีการพบศพไร้หัวของเธอ และมีการขุดค้นฟาร์มกันเนส พบซากศพอีก 13 ศพ ทุกศพถูกตัดแขนขาแล้วห่อไว้ด้วยกระดาษน้ำมัน หลายปีต่อมามีรายงานว่า มีผู้พบเห็นเบลล์ตามเมืองต่างๆ ในฐานะสตรีสูงวัยผู้มั่งคั่ง ในปี 2007 มีการนำร่างไร้หัวที่ “ว่ากันว่า” คือเบลล์ มาพิสูจน์ DNA ผลออกมาว่าศพนั้นไม่ใช้ศพของเบลล์ กันเนส ตัวจริง จึงแปลว่าเบลล์ อาจยังมีชีวิตอยู่ต่อมา หรืออาจจะตายอย่างเสวยสุขท่ามกลางกองมรดกเปื้อนเลือดในคฤหาสถ์หรูที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้….ซึ่งยังคงเป็นปริศนาต่อไป!!

อิลซ่า คอชห์ (ค.ศ.1906 –- 1967) ฆาตกรหญิงโหดที่เรียกขานกันว่า The Witch of Buchenwald หรือ “แม่มดแห่งบูเชนวาล์ด” อิลซ่าเกิดและเติบโตในเยอรมัน เขาร่วมกับพรรคนาซีเมื่อปี 1932 สี่ปีต่อมาเธอก็ได้แต่งงานกับนายพลคาร์ล ออตโต้ คอชห์ ซึ่งต่อมาเขาคือ ผู้บัญชาการแห่งค่ายบูเชนวาล์ด(1937-1941) ค่ายกักกันของนาซี และต่อมาย้ายไปประจำที่มาจดาเนค (1941-1943) อิลซ่าเป็นคนบ้าอำนาจและมีจิตใจวิปริต ชื่นชอบความซาดิสต์ เธอใช้ตำแหน่งหน้าที่ของเธอไปในทางโหดร้าย สนุกสนานกับการทรมาน และข่มขืนนักโทษในค่ายกักกัน จนเป็นที่ขึ้นชื่อฉาวโฉ่เลืองลือในโลกีย์วิสัยและความทารุณโหดเหี้ยม เธอมักเลือกนักโทษที่มีรอยสักบนร่างกายมาสนองความสนุกจากการทรมานและฆ่านักโทษที่โชคร้ายเหล่านั้น จากนั้นเธอก็จะถลกหนังที่มีรอยสักที่ถูกใจมาทำเป็นของสะสมหรือของใช้ต่างๆ เช่น โคมไฟหนังคน กระเป๋าถือหนังคน เป็นต้น และต่อมาสิ่งเหล่านี้คือ หลักฐานสำคัญที่มัดตัวเธอในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม (ปัจจุบันหนังมนุษย์ที่มีรอยสักที่เป็นคอลเลคชั่นทั้งหมดของอิลเซ่ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ) หลังศาลตัดสินอิลเซ่ในฐานะอาชญกรสงคราม เธอถูกจำคุกตลอดชีวิต สุดท้ายเธอก็แขวนคอฆ่าตัวเองตายในเรือนจำหญิงอิคช์แอคช์ ในวันที่ 1 เดือนกันยายน ปี 1967

ไมร่า ไฮด์ลี่ย์ (ค.ศ.1942 –- 2002)  หญิงชาวอังกฤษผู้ก่อเหตุฆาตกรรมลือลั่นที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ราวช่วงทศวรรษที่ 60 เธอเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ร่วมมือกับ “เอียน เบรดี้” น้องเขย ลักพาตัวเด็กหญิง 3 คน และวัยรุ่นอายุ 16 กับ 17 ปีตามลำดับรวม 5 คน โดยสองฆาตกรโหดร่วมมือกันนำเด็กๆ ทั้งหมดไปกักขัง ทรมาน รวมถึงข่มขืน และตามด้วยการฆ่าเด็กไปถึงสามคน ต่อมาตำรวจสามารถตามจับตัวทั้งสองคนได้ แต่ไฮด์ลี่ย์ รับผิดทั้งหมด โดยบอกว่าเธอเป็นคนกระทำฆาตกรรมโหดเด็กทั้งสามแต่เพียงผู้เดียว หลักฐานมัดตัวที่พบประกอบด้วยเทปบันทึกเสียงระหว่างทำการฆาตกรรมโดยมีเสียงผู้ตายกำลังกรีดร้อง ขณะที่ไมร่าและเบรดี้กำลังข่มขืนและทรมานเหยื่อ ในที่สุดไฮด์ลี่ย์ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ในวันตัดสินเธอมีท่าทีไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งที่กระทำลงไป และในที่สุดเธอก็ไม่เคยได้ออกมาอีกเลยจนเสียชีวิตในคุกเมื่อปี 2002

เบเวอรี่ เอลลิทท์ (ค.ศ. 1968 – ปัจจุบัน) ฆาตกรหญิงผู้ได้ฉายาว่า Angel of Death ฆาตกรต่อเนื่องหญิงชาวอังกฤษที่ก่ออาชญากรรมโหดจนช๊อกกันไปทั้งประเทศ ในช่วงนั้นเธอทำงานเป็นนางพยาบาลดูแลเด็กๆ ในแผนกผู้ป่วยเด็กที่น็อตติงแฮมและเคสเตเวน วิธีการสังหารเหยื่อของเธอคือ ฉีดโพแทสเซียมคลอไรด์หรืออินซูลินเข้าสู่ร่างกายของเด็กเหล่านั้น เพื่อทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ส่งผลทำให้เด็กในหอผู้ป่วยที่เธอรับผิดชอบเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำถึง 13 ราย ต่อมาเอลลิทท์ถูกจับในข้อหาฆาตกรรมเด็ก 4 คน และทำให้บาดเจ็บสาหัสอีก 5 คน (ตัวเลขเท่าที่หลักฐานมัดในขณะนั้น) หลังถูกจับกุม มีการตรวจสอบสุขภาพจิต เธออ้างว่าที่ทำร้ายและฆ่าเด็กก็เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นๆ สุดท้ายเธอถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตในปี 1993 และรักษาทางจิตที่โรงพยาบาล Rampton Secure ปัจจุบันเธอยังถูกจองจำอยู่ในคุก เนื่องจากประเทศอังกฤษไม่มีโทษประหารชีวิต

แคทเธอรีน แมรี่ ไนท์ (ค.ศ.1956 –?) หญิงชาวออสเตรเลียคนแรกที่โดนโทษประหารชีวิตโดยไม่มีการรอลงอาญาและอุทธรณ์ ในข้อหาฆาตกรรมสามีตัวเองอย่างโหดเหี้ยมสยดสยองอย่างยิ่ง!! ไนท์มีอดีตที่ขมขื่นจากครอบครัวที่ชอบใช้ความรุนแรง ขณะที่เธอและคู่แฝดของเธอ (บาบาร่า) ก็ตกเป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศของคนในครอบครัวเช่นกัน (จากญาติพี่น้อง) เมื่อเธอได้งานทำในโรงฆ่าสัตว์ ก็กลายเป็นคนที่ชอบสะสมมีด เธอยังเป็นมือแล่เนื้อตัวฉกาจเลยทีเดียว หลังการแต่งงานที่ล้มเหลวถึง 3 ครั้ง และมีลูกถึง 4 คน เธอออกลายโหดทั้งความอารมณ์ร้าย หวาดระแวง และชอบใช้กำลังจนทำให้สามีแต่ละคนทนอยู่ด้วยไม่ได้ ต่อมาเธอถูกนำตัวเข้าบำบัดจิตและอาการซึมเศร้าเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอยู่หลายหน อาการป่วยทางจิตของเธอรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากทำร้ายสามีทุกคนจนบาดเจ็บแล้วยังทำร้ายลูกๆ ด้วยวิธีเลือดเย็นเช่น ปล่อยรถเข็นไปกลางถนน,วางลูกทิ้งไว้บนรางรถไฟ(ทั้งสองเหตุการณ์มีคนมาช่วยไว้ได้ทัน) สุดท้ายไนท์ไปมีความสัมพันธ์กับ “จอห์น ชาร์ล โธมัส ไพรซ์” สามีที่เป็นเหยื่อโหดคนสุดท้าย ที่กลายเป็นคดีดังที่สุดของออสเตรเลีย หลังอยู่กินกันฝ่ายชายจึงพบพฤติกรรมผิดปกติ ไพรซ์ยื่นฟ้องศาลเพื่อขอหย่า ทำให้แคทเธอรีนโกรธแค้นมาก จึงใช้มีดแล่เนื้อแทงไพรซ์จนพรุนถึง 37 แผล จากนั้นก็ถลกหนังของเขาแล้วแขวนไว้กับขอบประตูห้องนั่งเล่น และตัดหัวเขาออกใส่ในหม้อซุป อบส่วนสะโพกบั้นท้ายของเขาทำน้ำเกรวี่ โดยอาหารมื้อโหดสยองนี้ปรุงไว้ให้ลูกๆ ทุกคน(ทั้งลูกตัวและลูกติดของฝ่ายชาย) สำหรับอาหารมื้อเย็น พร้อมกับติดโน้ตชื่อเด็กละคนไว้ที่แต่ละจานด้วย แต่โชคดีที่ตำรวจมาเจออาหารมื้อนี้เสียก่อนที่ใครจะได้กิน เธอถูกจับแต่ก็ไม่เคยสำนึกในสิ่งที่ตนเองก่อ ในปี 2006 แคทเธอรีน ไนท์ ได้ยื่นอุทธรณ์โทษจำคุกตลอดชีวิต แต่ผู้พิพากษากล่าวว่าคดีนี้ได้ตัดสินอย่างยุติธรรมที่สุดแล้ว “นี่เป็นอาชญากรรมที่น่ากลัวจนเกินกว่าสามัญสำนึกในสังคมอารยะจะรับได้” เธอจึงยังคงรับกรรมที่ก่อไว้ในคุกต่อมาจนถึงปัจจุบัน

“เจียง ชิง” นางปีศาจแห่งแผ่นดินจีน (1914 -1991) “เติ้ง เสี่ยวผิง” อดีตผู้นำจีน เคยกล่าวw;hว่า ในแผ่นดินนี้ไม่มีสตรีผู้ใดจะเลวสุดๆ ได้เท่ากับ “เจียง ชิง” อีกแล้ว สตรีที่ถูกตราหน้าว่าเลวสุดๆ ผู้นี้ก็คือ ภริยาของ “เหมา เจ๋อตง” ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้จัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนนั่นเอง และนางเป็นคนเดียวกับ “มาดามเหมา” หัวหน้าแก๊งออฟโฟร์ หรือแก๊งค์ 4 คน ที่คิดการใหญ่ปลุกระดมจนเกิดความวุ่นวายไปทั่วประเทศในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมอันโหดร้าย เจียง ชิง มีชื่อเดิมว่า หลี่หยุนเฮ่อ เป็นคนเมืองจูเฉิง ในมณฑลซันตง เข้าเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งแรกในปี1933 แต่หมดสมาชิกภาพไป หลังจากถูกพรรคก๊กมินตั๋งในเซี่ยงไฮ้จับกุมและปล่อยตัวออกมา จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “หลันผิง” ไต้เต้าสู่การแสดงโดยใช้มารยาหญิงเข้าแลก หลังแยกทางกับสามีผู้กำกับ หลันผิงเดินทางไปเหยียนอัน และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “เจียง ชิง” วางแผนฟื้นสมาชิกภาพของตัวเองในพรรคคอมมิวนิสต์ และทำทุกวิถีทางจนได้ใกล้ชิดประธานเหมา เพียงปีเดียวนางก็ได้เลื่อนสถานภาพขึ้นเป็นภริยาของประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนในที่สุด เมื่อขึ้นมาครองอำนาจระดับสูง ความร้ายกาจจากปมด้อยในอดีตทำให้นางไม่อยากเห็นใครเด่นเกินหน้า

ในช่วงปลายของชีวิตประธานเหมา ชีวิตคู่เริ่มบาดหมางและห่างเหิน เจียงชิงได้ร่วมมือกับแก๊งค์ ออฟ โฟร์ ที่นางตั้งขึ้นเพื่อบรรลุสู่ความเป็นใหญ่ เริ่มกีดกันผู้นำพรรคคนอื่นๆ พร้อมทั้งทำลายชื่อเสียงเกียรติคุณนักปฏิวัติคนอื่นๆ ที่ร่วมสร้างชาติมากับประธานเหมา และนางยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการปฏิวัติวัฒนธรรมจีน กับกลุ่มเรดการ์ด ซึ่งเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวที่โดนนางล้างสมองใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างบุคคลที่เป็นศัตรูทางการเมือง ปราบปรามเหล่าปัญญาชน ถอนรากถอนโคน “สี่เก่า” อันได้แก่ จารีตเก่า วัฒนธรรมเก่า ธรรมเนียมเก่า และความคิดเก่า ด้วยปฎิบัติการโหดตลอด 10 ปีของการปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นเหตุให้ปัญญาชนจำนวนมากถูกส่งไปยังค่ายกักกัน ชาวจีนหลายล้านคนหมดสิทธิในการแสดงออก หลายล้านชีวิตโดนบังคับให้พลัดถิ่น มียอดผู้เสียชีวิตจากการปฏิวัติวัฒนธรรมของนางมากถึง 5 แสนคน (บ้างก็ว่าอาจสูงถึง 3 ล้านคน) และอีก 36 ล้านคน ถูกข่มเหงอย่างไร้ความปรานี นับเป็นโศกนาฏกรรมทำลายล้างเพื่อนร่วมชาติที่น่าอดสูที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน  แต่ในที่สุดอำนาจของนางก็สิ้นสุดลงหลังอสัญกรรมของเหมาเจ๋อตง แก๊ง 4 คนถูกจับกุม พรรคมีมติยกเลิกสถานภาพและเพิกถอนตำแหน่งหน้าที่ทั้งหมดของเจียงชิงไปตลอดกาล ถัดมาในปี1981 ศาลสูงสุดพิพากษาให้ประหารนางในฐานะหัวหน้ากบฏ แต่รอลงอาญาไว้ 2 ปี ในปี1983 นางได้ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต แต่ไม่มีสิทธิทางการเมืองใดๆ ตลอดชีวิต ในที่สุดเจียงชิงก็จบชีวิตตัวเองด้วยน้ำมือของนางเอง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1991 ปิดฉากนางปีศาจแห่งแผ่นดินจีนไว้เพียงเท่านั้น!

ข้อมูลจาก : murderpedia.org