สำรวจวิกฤติปากท้องปีนี้ มัวชิคๆ คูลๆ อาจสายเกินไป!!

345

เริ่มมีสัญญาณกันมาสักระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่กลางปีที่แล้วที่สภาพเศรษฐกิจง่อนแง่น ไล่มาจนถึงต้นปีนี้ที่กำลังดิ่งเหว แต่บรรดาคนเมืองหลวงหรือชนชั้นกลางในเมืองใหญ่อาจยังสำเหนียกไม่ถึงสัญญาณอันตรายดังกล่าว เนื่องจากส่วนใหญ่เป็น “มนุษย์เงินเดือน” ที่ทุกสิ้นเดือนยังคงมีเงินเข้ากระเป๋าจึงมองสัญญาณต่างๆ ทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องไกลตัว

ส่วนชาวฟรีแลนซ์ทั้งหลายในสังคมเมืองก็อาจไม่ทันตระหนักว่า จ๊อบที่ยังไหลมาหล่อเลี้ยงเป็นระยะนั้น อาจจะเริ่มเบาลงในไม่ช้า จากการที่ผลประกอบการของหลายๆ ธุรกิจใหญ่เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นย่อมส่งผลกระทบต่อ ห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supplies Chain ที่สะเทือนมาถึงบรรดาคนทำงานอิสระทั้งหลายด้วย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง วงในของภาคธุรกิจต่างๆ เริ่มรับรู้ได้ถึงสัญญาณฟองสบู่ที่มาถึงเป็นระยะ ลูกเล็กลูกน้อยอย่างต่อเนื่อง หลายเจ้าจึงวางนโยบายเตรียมรับมือภาวะดังกล่าวบ้างแล้วทั้งการปลดพนักงาน ทำโครงการเออร์ลี่ รีไทร์ หรือออกก่อนเกษียณ ลดกำลังการผลิต ปรับตัวหาตลาดใหม่ เป็นต้น

การปรับตัวทั้งหมดนี้เกิดจากประสบการณ์ที่ไทยเคยเผชิญวิกฤติต้มยำกุ้งมาในปี 2540 แต่สำหรับคนชนชั้นกลางในเมืองที่กำลังใช้ชีวิตชิคๆ คูลๆ ที่เรายังคงเห็นชาวเออร์เบิ้นไปยืนเข้าคิวรอตามร้านอาหารดังๆ ยาวเหยียดจนแน่นร้าน หลายคนจึงตั้งคำถามว่า “ไหนว่าเศรษฐกิจไม่ดีไงล่ะ ทำไมร้านดังๆ คนถึงเข้าคิวยาวนัก?” คำตอบมีอยู่แล้วถ้าย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าแรก ซึ่งเหล่ามนุษย์เงินเดือนนี่ล่ะ มักจะเป็นกลุ่มท้ายๆ ที่กว่าจะรู้ตัวว่าฟองสบู่แตกโพล๊ะจนหายนะมาถึงตัว ก็ตั้งรับอะไรไม่ทันแล้ว เช่นที่เคยเกิดกับบรรดามนุษย์เงินเดือนจำนวนนับล้านคนในเหตุการณ์ฟองสบู่แตกปี 2540

พักอารมณ์ชิคๆ คูลๆ กันแป๊บ แล้วเข้าสู่โลกความจริงเพื่อเตรียมรับมือวิกฤติฟองสบู่ที่อาจมาเยือน แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่การวางแผนชีวิตไว้แต่เนิ่นๆ ย่อมดีกว่าใช่มั้ยล่ะ ที่สำคัญท่องไว้ว่าตนเป็