“สิงคโปร์” ติดอันดับประเทศมองการณ์ไกลที่สุดในโลก!

447

มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เผยผลสำรวจ พบว่า “สิงคโปร์” เป็นประเทศที่มองการณ์ไกลมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นประเทศที่น่าลงทุนอันดับ 2 อีกด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จากการจัดอันดับของ US News & World Report ภายใต้ Wharton School แห่งมหาวิทยาลัย Pennsylvania และบริษัทให้คำปรึกษาระดับโลก BAV Consulting เปิดเผยว่า สิงคโปร์คือ ประเทศที่มีการมองการณ์ไกลที่สุด (the most forward-looking country) และยังเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุดอันดับ 2 ในโลก รายงานดังกล่าวเปิดเผยระหว่างการประชุม World Economic Forum ในเมือง Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา

จากการสำรวจ พบว่าสิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 15 ของประเทศที่ดีที่สุดในโลก โดยเยอรมนี มาอันดับ 1 ของการเป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลก ตามมาด้วยแคนาดา สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และสวีเดน

การสำรวจครั้งนี้สะท้อนความเห็นของสาธารณชนต่อประเทศต่างๆ 60 ประเทศ ในเรื่องต่างๆ 24 ประเภท หนึ่งในนั้นคือ คุณภาพชีวิต ความเป็นพลเมือง (ในฐานะที่เป็นพลเมืองโลก) และความมี power หรืออำนาจที่มีผลต่อเวทีโลก (influence on the world stage) ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีการมองการณ์ไกลมากที่สุดในโลกนั้น สิงคโปร์ขึ้นแท่นผู้นำที่ปลูกฝังวัฒนธรรมให้ประชาชนก้าวหน้าและประสบความ สำเร็จในอนาคต ตามมาด้วยอันดับ 2 คือ ญี่ปุ่น และอันดับ 3 คือ สหรัฐฯ สำหรับประเทศน่าลงทุนมากที่สุด ตกเป็นของอินเดีย ตามมาด้วยสิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และไอร์แลนด์

นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเป็นผู้นำในการจัดอันดับอื่นๆ อีกด้วย คือ ได้อันดับ 1 ของประเทศที่มีมรดกทางวัฒนธรรม คือ มีการเข้าถึงวัฒนธรรม (cultural accessibility) มีประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า มีอาหารดี และมีสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมหลายแห่ง (cultural attraction) นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีอิทธิพลสูงในหมู่ประเทศร่ำรวย

ทั้งนี้ รายงานประเทศที่ดีที่สุด หรือ The Best Countries Report จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาพลักษณ์ของ แต่ละประเทศ (image) กับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น (economic outcome) โดยทั้ง 60 ประเทศที่ทำการศึกษาในรายงานชิ้นนี้คิดรวมกันเป็นมากกว่า 90% ของ GDP โลก

การจัดอันดับอ้างจาก การสำรวจประชาชนกว่า 16,000 คน จาก 36 ประเทศ ในทวีปอเมริกา เอเชีย ยุโรป และแอฟริกา โดยกว่า 8,000 คนเป็นกลุ่มคนจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและเป็นชนชั้นกลางระดับกลางหรือบน และกว่า 4,500 คนเป็นผู้นำในธุรกิจต่างๆ หรือเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่มีลูกจ้าง ส่วนที่เหลือเป็นประชาชนทั่วไป

ด้าน David Reibstein ศาสตราจารย์ด้านการตลาดแห่ง Wharton School กล่าวว่า ผู้นำประเทศต่างๆ ควรให้ความสนใจกับการจัดอันดับดังกล่าว เนื่องจากแสดงให้เห็นถึงว่าคนอื่นมองประเทศเราอย่างไรและส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างไร

ที่มา: สปริงนิวส์ http://www.springnews.co.th/global/268855